คอลัมนิสต์

บูรณาการต้านยาเสพติด

บูรณาการต้านยาเสพติด

02 เม.ย. 2555

บูรณาการต้านยาเสพติด : บทบรรณาธิการประจำวันที่2เม.ย.2555

                กลายเป็นข่าวครึกโครมและอยู่ในความสนใจอย่างยิ่งกับการนำยาแก้หวัดและแก้ภูมิแพ้สูตรผสมซูโดอีเฟดรีนไปเป็นส่วนผสมที่สำคัญของการผลิตยาบ้า และนำมาขายแพร่ขยายจนทำให้สังคมไทยตกอยู่ในสภาพฟอนเฟะอยู่ในขณะนี้ แม้รัฐบาลจะระดมสรรพกำลังและสมองจากทุกหน่วยงานจัดทำเป็นวาระแห่งชาติเพื่อเร่งแก้ไขปัญหาทั้งปราบปรามและบำบัดฟื้นฟูผู้หลงผิด แต่ดูเหมือนสถานการณ์ดูจะไม่บรรเทาลงไปเท่าไหร่ เนื่องเพราะรากเหง้าของปัญหาได้ฝังลึกลงไปในสังคมไทยที่ยากจะเยียวยาจากกลุ่มของผู้เห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้โดยไม่คำนึงถึงผลเสียที่จะตามมา
    
               และเป็นเรื่องที่น่าเวทนาอย่างยิ่งเมื่อมีการตรวจพบว่า ผู้ที่เข้ามามีส่วนร่วมกับการเพิ่มพูนของยาบ้าประกอบไปด้วยบุคลากรทางด้านสาธารณสุข ทั้งหมอ เภสัชกร จากโรงพยาบาลของรัฐ 9 แห่ง ในทั้งหมด 842 แห่ง ที่สั่งซื้อยาแก้หวัดสูตรผสมซูโดอีเฟดรีนรวมอยู่ด้วย ซึ่งความผิดของทั้ง 15 คนที่ถูกตรวจสอบก็ต่างกรรมต่างวาระที่ต้องว่ากันไปในแต่ละความรับผิดชอบกับการยักยอกยาที่หายไปนับล้านเม็ดไปใช้ในทางที่ผิด เพราะถึงยาแก้หวัดจะมิใช่ยาเสพติดแต่ก็สามารถนำไปสกัดใช้เป็นสารตั้งต้นในการผลิตยาเมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้าได้
   
               ล่าสุดคณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน กระทรวงสาธารณสุข ได้มีมติตามที่คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความ ให้มีการปรับสภาพยาสูตรผสมซูโดอีเฟดรีนจากปัจจุบันเป็นยาควบคุมพิเศษ ยกระดับให้เป็นกลุ่มยาวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ประเภทที่ 2 ตาม พ.ร.บ.วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 โดยห้ามนำเข้าเด็ดขาด มีเพียงคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) นำเข้าได้เท่านั้น จากเดิมที่บริษัทเอกชนสามารถนำเข้าได้ และการสั่งจ่ายยาจะทำได้เฉพาะในโรงพยาบาลเท่านั้น  
   
               ขณะที่กรมสอบสวนคดีพิเศษซึ่งได้รับเรื่องไว้เป็นคดีพิเศษ มีรายงานว่า การลักลอบนำยาแก้หวัดสูตรผสมซูโดอีเฟดรีนออกจากระบบสาธารณสุขหรือโรงพยาบาลมีเพียง 17 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลืออีก 83 เปอร์เซ็นต์ เป็นการลักลอบไม่ผ่านระบบศุลกากร โดยพบว่าเป็นการหิ้วผ่านมาทางด่านสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งกระเป๋าหนึ่งใบสามารถหิ้วได้ประมาณเป็นหมื่นเป็นแสนเม็ด และผ่านทางชายแดนทางใต้ด้วย จึงมีมาตรการที่จะมุ่งแก้ไขปัญหาในส่วนของการลักลอบผ่านศุลกากรด้วย ไม่ใช่แก้ไขเฉพาะปัญหาการลักลอบผ่านระบบสาธารณสุขอย่างเดียว
    
               ปัญหายาแก้หวัดที่หายไปจากโรงพยาบาลน่าเชื่อว่าเป็นการช็อปปิ้งยา รวบรวมยา เพื่อนำไปเป็นสารตั้งต้นผลิตยาเสพติด คิดว่าน่าจะรู้เห็นเป็นขบวนการเดียวกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะนำส่งให้ผู้ผลิตยาเสพติดรายเดียว แต่มาตรการปัจจุบันเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะส่วน เราจึงต้องหันมาคิดทบทวนว่าหากแก้ไขการลักลอบยาเหล่านี้ทั้งระบบต้องทำอย่างไร คงต้องร่วมบูรณาการกันในทุกภาคส่วนเพื่อลงลึกถึงขั้นปฐมภูมิอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นภาคการเมือง หน่วยงานราชการ ทั้งศุลกากร สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สำนักงานปราบปรามยาเสพติด และ อย. นอกหนือจากกระทรวงสาธารณสุขที่คงจะต้องยกเครื่องครั้งใหญ่อีกครั้งตั้งแต่ผู้บริหารยันผู้ปฏิบัติ