คอลัมนิสต์

อนาคต3กองทุนสุขภาพ

อนาคต3กองทุนสุขภาพ

31 มี.ค. 2555

อนาคต3กองทุนสุขภาพ : บทบรรณาธิการประจำวันที่31มี.ค.2555

               ปกติแล้ววันที่ 1 เมษายนของทุกปีจะเป็นวันสำคัญวันหนึ่งของทางราชการ อาทิ เป็นวันข้าราชการพลเรือน วันออมสิน วันช้างไทย ฯลฯ แต่ในปีนี้ วันที่ 1 เมษายนจะมีความสำคัญเพิ่มขึ้นอีกประการหนึ่ง นั่นก็คือ เป็นวันเริ่มต้นของระบบรวมบริการจัดการผู้ป่วยฉุกเฉิน 3 กองทุนสุขภาพภาครัฐ ได้แก่ กองทุนสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ กรมบัญชีกลาง กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กองทุนประกันสังคม ให้เป็นมาตรฐานเดียว ภายใต้แนวคิดที่ว่า "เจ็บป่วยฉุกเฉินทุกที่ รักษาทั่วถึงทุกคน"
 
               ภายใต้แนวคิดนี้ซึ่งต้องการลดความเหลื่อมล้ำในด้านการรักษาพยาบาลลง ผู้ป่วยฉุกเฉินไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ เพียงแค่แสดงบัตรประชาชนเท่านั้นก็สามารถเข้ารับการรักษาได้ทันที แต่สืบเนื่องจากการอ่อนประชาสัมพันธ์จากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้ขณะนี้ประชาชนน้อยรายนักจะเข้าใจถ่องแท้ถึงนิยามของคำว่าผู้ป่วยฉุกเฉินว่าครอบคลุมกลุ่มอาการใดบ้าง และกินความไปถึงการสามารถใช้สิทธินี้ตามโรงพยาบาลเอกชนทุกแห่งหรือไม่ หรือเฉพาะโรงพยาบาลเอกชนที่เป็นเครือข่ายของทั้ง 3 กองทุน
 
               เราเชื่อว่าความไม่รู้นี้อาจนำไปสู่ความสับสนและความโกลาหลในช่วงแรกๆ ซึ่งเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ที่จะต้องเตรียมพร้อมรับมือกับปัญหาให้ดี ขณะเดียวกัน รัฐบาลก็ไม่ควรเพิกเฉยกับข้อเสนอของนายแพทย์หลายคน อาทิ นพ.พงศธร พอกเพิ่มดี นักวิชาการเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข ที่เตือนว่าหลังจากนี้แล้ว รัฐยังจะต้องตอบโจทย์ใหญ่อีก 3 ข้อ นั่นก็คือต้องให้การประกันฉุกเฉินครอบคลุมคนไทยทั่วประเทศ จากขณะนี้ที่ยังมีกลุ่มคนที่ตกสำรวจถึง 12 ล้านคน รวมไปถึงข้าราชการท้องถิ่น อบต. อบจ. กทม. และรัฐวิสาหกิจ รวมทั้งคนไทยไร้สัญชาติอีก 5 แสนคน
 
               นอกจากนี้ การจะสร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำได้จะต้องปรับระบบหลักประกันสุขภาพให้อยู่ในมาตรฐานเดียว จากปัจจุบันที่สำนักงานประกันสังคมต้องจ่ายค่าดีอาร์จี 1.5 หมื่นบาท สูงกว่าระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าและข้าราชการซึ่งจ่ายแค่ 10,500 บาท ประการสุดท้ายควรขยายบริการจัดการไปยังกลุ่มโรคอื่น ทั้ง ไต เอดส์ และมะเร็ง เป็นต้น
 
               แต่ไม่ว่าการจัดการระบบจะดีเพียงใด ก็คงเปล่าประโยชน์หากประชาชนมีปัญหาในการใช้สิทธิดังกล่าว เพียงเพราะมีเตียงผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ไม่เพียงพอ ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องเร่งจัดหาให้เพียงพอโดยเร็ว ที่สำคัญ ทุกกระบวนการจะต้องดำเนินไปด้วยความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ ไม่ปล่อยให้เกิดปัญหาอื้อฉาวเมื่อมีการเปิดโปงว่าหน่วยงานของรัฐได้หากินกับความทุกข์ยากของประชาชนอย่างที่แล้วๆ มา