คอลัมนิสต์

คำปรามาสจากเล่าต๋า

คำปรามาสจากเล่าต๋า

30 มี.ค. 2555

คำปรามาสจากเล่าต๋า : บทบรรณาธิการประจำวันที่30มี.ค.2555

             คำปรามาสของนายเล่าต๋า แสนลี่ คนใกล้ชิดของนายจาง ซี ฟู หรือขุนส่า ที่มีมาถึงรัฐบาลไทย และ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในทำนองว่า ไม่มีทางที่รัฐบาลไทยจะเอาชนะยาเสพติดได้ แม้เป็นเรื่องที่พึงต้อง "ฟังหูไว้หู" เพราะนอกจากอดีตของนายเล่าต๋าจะตกเป็นผู้ต้องหาคนสำคัญของทางการไทยในคดีค้ายาเสพติดแล้ว ปัจจุบันของนายเล่าต๋าที่เปิดเผยต่อผู้สื่อข่าวว่า หันมาเอาดีทางเกษตรกรรมทำไร่กาแฟนั้น ก็ยังเป็นที่เคลือบแคลง หากแต่ปูมหลังของนายเล่าต๋านี่เอง ที่ทำให้อีกทางหนึ่งที่ว่า "ไว้หู" นั้น ก็พึงต้องพิจารณาไตร่ตรองข้อมูลที่อดีตผู้ต้องหาคดียาเสพติดผู้นี้นำเสนอ โดยเฉพาะโครงข่ายโยงใยของ 3 ขบวนการค้ายาเสพติดในพื้นที่ย่านอินโดจีน ซึ่งเป็นที่รับรู้กันมาช้านานแล้วว่าคือแหล่งผลิตใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
 
             ก่อนหน้านี้ มีข้อมูลที่ค่อนข้างน่าหวั่นวิตกยิ่ง ในข้อที่ว่า ทุกวันนี้ขบวนการค้ายาเสพติดได้สนธิกำลังกับขบวนการโจรก่อการร้ายในภาคใต้ ขบวนการค้าอาวุธตามแนวชายแดน และอิทธิพลมืดต่างๆ ซึ่งถ้ามองในด้านลบก็จะแลเห็นได้ว่า ประเทศชาติของเรากำลังตกอยู่ในอันตรายจากภัยคุกคามทั้งด้านสังคม และความมั่นคงในเวลาเดียวกัน แต่อีกทางหนึ่งถ้ามองด้านบวก เช่นที่ยอมรับฟังคำพูดและรับเอาข้อมูลจากปากของนายเล่าต๋ามาใช้ ก็ต้องถือว่า ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นการชี้ช่องให้รัฐบาลเดินแผนงานบูรณาการเอาชนะยาเสพติด ถึงขนาดพอคาดหวังได้ว่า เริ่มเห็นแสงตรงปลายอุโมงค์ ทั้งนี้ นอกจากจะสามารถถอนรากถอนโคนขบวนการค้าเสพติดแล้ว ยังสามารถตัดท่อน้ำเลี้ยงขบวนการโจรก่อการร้ายในภาคใต้ลงได้ในคราวเดียวกันด้วย

             อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าข้อมูลที่ถูกนำเสนอดังกล่าวมานี้จะครบถ้วนรอบด้านและมีความเป็นจริงมากสักปานใด หากว่าผู้มีอำนาจหน้าที่ไม่ใส่ใจที่จะนำไปใช้หรือปรับแผนงานเพื่อบูรณาการทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเป้าหมายสูงสุด ก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องสูญเปล่า คล้ายๆ กับการแก้ไขปัญหาหลายๆ กรณีที่ผ่านมา ที่ล้มเหลวลงอย่างไม่เป็นท่าเพราะคนปฏิบัติไม่มีทิศทางขาดหางเสือ ทั้งๆ ที่มีข้อมูลครบถ้วนรอบด้าน งบประมาณสนับสนุนไม่ขาดตกบกพร่อง วางกองพะเนินอยู่เต็มหน้าตัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหาสำคัญของชาติหลายเรื่อง เมื่อนำไปผูกติดเอาไว้กับ "การเมือง" เสียแล้ว ทิศทางของการแก้ไขปัญหาก็มักจะเป็นไปเพื่อสนองผลลัพธ์ทางการเมืองเสียมากกว่า

             ขณะที่นายเล่าต๋า ส่งคำสบประมาทถึงรัฐบาลและผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติอยู่นั้น ภาพอีกด้านที่ปรากฏก็คือ การจับกุมขบวนการค้ายาเสพติดไม่เว้นแต่ละวัน ได้ของกลางจำนวนมหาศาล เมื่อผนวกสองเรื่องเข้าด้วยกันแล้วอาจทำให้สังคมคิดคล้อยไปได้ว่าเป็นไฟไหม้ฟาง หรือตำรวจทำงานเพื่อสนองคะแนนนิยมทางการเมืองเท่านั้น เช่นนี้แล้วจึงเห็นว่า ตราบเท่าที่ "ขบวนการเอาชนะยาเสพติด" ของรัฐบาลย่ำเท้าชื่นชมอยู่กับผลงานชั่วครู่ชั่วยาม แทนที่จะบูรณาการแก้ไขปัญหาและดำเนินตามแผนปฏิบัติที่ปลอดจากการเมืองแล้ว นอกจากจะทำให้เสียโอกาสในการใช้ประโยชน์จากข้อมูล สิ้นเปลืองงบประมาณและบุคลากรแล้ว ก็อาจทำให้สังคมเกิดข้อสงสัยถึงที่มาของของกลางที่ตำรวจนำมาแถลงข่าวครั้งละมากๆ ขณะที่นายเล่าต๋าเอง ก็คงหัวร่องอหาย