
คมช.ภาค2
คมช.ภาค 2 : บทบรรณาธิการประจำวันที่29มี.ค.2555
เหตุการณ์รัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 เป็นปฐมบทของการก่อกำเนิดคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช. ซึ่งแปรสภาพมาจากคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นกลุ่มทหารที่ยึดอำนาจมาจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี โดยมี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ.ขณะนั้นและหัวหน้ากรรมาธิการปรองดองในขณะนี้เป็นหัวหอก ผลจากการรัฐประหารครั้งนั้นมีส่วนทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องระเห็จไปอยู่ต่างประเทศด้วยโทษจำคุก 2 ปี จนเป็นเหตุให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงในบ้านเมืองอีกหลากหลายตามมา รวมถึงความพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญจากคำอ้างเพื่อให้เกิดความปรองดองขึ้นในชาติ
เมื่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวอดีตนายกฯ ทักษิณ ขึ้นมาครองอำนาจทางการเมือง แกนนำพรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดงก็พยายามเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญรวมถึงประเด็นสำคัญที่มีนัยว่าบ้านเมืองอาจกลับเข้าสู่ความขัดแย้งรุนแรงอีกครั้งคือ การนำพา พ.ต.ท.ทักษิณ กลับประเทศไทยโดยไม่ต้องรับโทษทางอาญาตามคำพิพากษาของศาล ทำให้เกิดกระแสการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง กลุ่มมวลชนที่เคยต่อต้านฝ่ายรัฐบาลขณะนี้เริ่มเคลื่อนไหว มีการเกาะติดกันมากที่สุดขณะนี้คือ ความพยายามสร้างความปรองดองและกระแสที่เริ่มขึ้นมาพร้อมๆ กันคือ คมช.ภาค 2 ซึ่ง พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี ออกมาเช็กแรงกระเพื่อมของฝ่ายตรงข้ามพร้อมยืนยันว่า คนใน คมช.ภาคแรก ยังอยู่กันครบแต่ถึงขณะนี้ยังไม่มีเงื่อนไขการปฏิวัติรัฐประหาร
การบริหารงานของรัฐบาลหลายเดือนที่ผ่านมา แม้การแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจ การลงทุน ซึ่งมีผลจากมหาอุทกภัยจะดำเนินไปต่อเนื่อง ประเด็นทางการเมืองก็เริ่มคู่ขนานไปด้วยเช่นกัน แม้ภาพทั้งสองด้านจะดูขัดแย้งกันจนทำให้นักลงทุนส่วนหนึ่งเกิดความลังเล ประกอบกับนักวิเคราะห์ทั้งในและต่างประเทศต่างไม่มั่นใจสภาพการเมืองแบบนี้ จะเกิดการปฏิวัติรัฐประหารอีกหรือไม่ เพราะนับวัน พ.ต.ท.ทักษิณและแกนนำพรรคเพื่อไทยรวมถึงเตรียมทหารรุ่น 10 บางคน ยังคงวางเงื่อนไขที่เป็นเหมือนระเบิดเวลากลบฝังอยู่ในกระแสมาโดยตลอด สภาพการเมืองห้วงนี้จึงไม่นิ่งจริง มีกลิ่นอายควันรถถังคล้ายกับลาวาไหลเลื่อนอยู่ใต้ดินตลอดเวลา
ขณะที่กองทัพซึ่งถือเป็นจักรกลของการทำรัฐประหาร ก็ยังถูกมองอย่างเคลือบแคลงโดยฝ่ายการเมือง ด้วยบุคลิกของผู้นำบางคนซึ่งพร้อมที่จะลงมือในทันทีหากเกิดเงื่อนไขซึ่งมีอยู่ไม่มากเช่น การแตะรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวเนื่องกับสถาบัน, ความแตกแยกทางสังคม สุดท้ายคือ การทุจริตคอรัปชั่น ซึ่งเปรียบเสมือนไม้ตายของการยึดอำนาจทุกครั้ง เงื่อนไขเหล่านี้แหละจะเป็นตัวนำพารถถังออกมาอีกรอบ สำหรับ คมช.ภาค 2 ที่ว่ากันว่ายังอยู่ครบจะแห้งตายไปเองหากการเมืองไม่สร้างปมเหล่านี้ขึ้นมา แต่ด้วยบุคลิกของอดีตนายกฯ และสำนวนรวยจริงหากสู้เพื่อนายเร่งรัดเข้ามา เชื่อว่าถ้าเกิด คมช.ภาค 2 อีกครั้งจะไม่จบด้วยการแถลงปิดตำนานเหมือนกับที่ พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข หัวหน้า คมช.ว่าไว้เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2551 อย่างแน่นอน



