คอลัมนิสต์

'ปรองดอง'แค่'บังหน้า'

'ปรองดอง'แค่'บังหน้า'

28 มี.ค. 2555

"ปรองดอง" แค่ "บังหน้า" : ขยายปมร้อน โดย สมถวิล เทพสวัสดิ์

             เป็นไปตามคาดเมื่อ "วิปรัฐบาล" นำโดย "นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว" ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล เสนอต่อที่ประชุมขอเลื่อนระเบียบวาระการประชุม เพื่อขอให้สภาพิจารณารายงานของ "คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ สภาผู้แทนราษฎร" ซึ่งมี "บิ๊กบัง" พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นประธาน ขึ้นมาพิจารณาหรือไม่
 
             ก็ทำให้บรรยากาศที่ประชุมรัฐสภาที่เรียบร้อยมาตั้งแต่ช่วงเช้าเกิดความวุ่นวายประท้วงกันไปมาหลังมีการเสนอเลื่อนญัตติดังกล่าว
 
             จะเห็นว่าตั้งแต่ช่วงเช้า "วิปรัฐบาล" ปล่อยให้ที่ประชุมรัฐสภาพิจารณาเรื่องข้อตกลงระหว่างประเทศมาตรา 190 ไปตามระเบียบวาระรวม 11 ฉบับ ทำให้บรรยากาศภายในห้องประชุมไม่ดุเดือด แม้ว่าจะมีบางฉบับมีสมาชิกพรรคเพื่อไทยเสนอให้ "ปิดอภิปราย" ทั้งที่มีสมาชิกบางคนยังขออภิปราย แต่สุดท้ายก็ไกล่เกลี่ยกันได้ ทำให้ห้องประชุมไม่วุ่นวายเหมือนทุกครั้ง
 
             การที่ "พรรคเพื่อไทย" ไม่กล้าดัน "วาระปรองดอง" ขึ้นมาอภิปรายก่อนช่วงเช้า คงรู้ว่าหาก "ดันทุรัง" เสนอให้ที่ประชุมรัฐสภาเลื่อนญัตติมาพิจารณาตั้งแต่เช้าการประชุมคงวุ่นวายตั้งแต่แรกอย่างแน่นอน
 
             เพราะตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมามีเสียงวิจารณ์อาการ "เร่งรีบ" ของ "กรรมาธิการปรองดอง" ของ "บิ๊กบัง" ที่ตัดสินใจ "รวบรัด" นำผลวิจัยของ "สถาบันพระปกเกล้า" เข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภา ทั้งที่มุมมองความเห็นของ "กรรมาธิการปรองดอง" ก็ยังไม่ตกผลึก!
 
             เพียงแค่ความเห็นใน "กรรมาธิการ" ที่มีสมาชิก "หลักสิบ" ความคิดยังไม่ตกผลึก แล้วการนำเรื่องเข้าสู่ "วงใหญ่" เช่นในห้องประชุมรัฐสภาที่มีสมาชิก "หลักร้อย" คงยากที่จะทำให้ความเห็นมีมติเป็นหนึ่งเดียว!
 
             และยิ่ง "กรรมาธิการ" สัดส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ 9 คน ชิงยื่นหนังสือลาออกจากคณะกรรมาธิการชุดดังกล่าว ยิ่งทำให้ "กรรมาธิการปรองดอง" ถูกจับตามองมากยิ่งขึ้น
 
             แม้ว่า "วิปรัฐบาล" จะออกมาบอกว่าการลาออกของ "9 กรรมาธิการ" สัดส่วนของพรรคประชาธิปัตย์จะไม่มีผลในแง่ผลการศึกษาของกรรมาธิการ เพราะกรรมาธิการทำงานเสร็จสิ้นแล้ว การประชุมที่ผ่านมาองค์ประชุมก็ครบ และผลการศึกษาของสถาบันพระปกเกล้าก็ทำอย่างถูกต้องตามหลักวิธีการศึกษาวิจัยเป็นไปตามวิชาการ
 
             ขณะที่ "กรรมาธิการ" สัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์ก็ให้เหตุผลว่าที่ยื่นหนังสือลาออก เพราะเห็นว่ารายงานของสถาบันพระปกเกล้าที่กรรมาธิการปรองดองจะเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภายังมีความผิดพลาดหลายเรื่อง และอาจเป็นชนวนความขัดแย้งที่อาจจะเกิดขึ้นอีกในอนาคต
 
             ความวุ่นวายในสภาเริ่มขึ้นตั้งแต่การเสนอ "เลื่อนญัตติ" ให้พิจารณารายงานของ "กรรมาธิการปรองดอง" เข้าสู่การพิจารณาของสภา เพราะเป็นการเสนอเลื่อนญัตติระหว่างที่ประชุมกำลังพิจารณาเรื่องข้อตกลงระหว่างประเทศมาตรา 190
 
             และระหว่างนั้นกำลังจะเข้าสู่กรอบการเจรจากู้เงินต่างประเทศในการสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วง ย่านบางใหญ่ ทำให้ "ฝ่ายค้าน" ขอให้สมาชิกเปรียบเทียบความสำคัญระหว่าง "รายงานของกรรมาธิการปรองดอง" กับ "กรอบการเจรจากู้เงินต่างประเทศสร้างรถไฟฟ้า" เรื่องไหนสำคัญมากกว่ากัน
 
             พูดง่ายๆ "ฝ่ายค้าน" ให้รัฐสภาช่วยกันคิดว่าระหว่างเรื่องการแก้ไขปัญหา "การเมือง" ควรมาก่อนการแก้ไขปัญหา "บ้านเมือง" หรือไม่อย่างไร
 
             เมื่อเจอ "ฝ่ายค้าน" ใช้วิธีนี้เป็นจุดโน้มน้าวใจสมาชิกรัฐสภา "หมอชลน่าน" จึงแก้เกมด้วยการบอกว่า ในวันนี้หากไม่สามารถเลื่อนญัตติรายงานของกรรมาธิการปรองดองขึ้นมาให้สภาพิจารณาไม่ได้ในการประชุมครั้งนี้ ในการประชุมครั้งหน้าก็ยังมีเวลาเสนอญัตติอยู่ดี
 
             ถือเป็นการยืนยันว่าวันนี้ไม่ได้ครั้งหน้าก็ยังมีโอกาส
 
             เกมในสภาต้องถือว่า "พรรคประชาธิปัตย์" ไม่เป็นสองรองใครเรื่องนี้คอการเมืองต่างรู้ดีว่า "มือกฎหมาย" บวกกับ "สำนวนโวหาร" ในสภา ประชาธิปัตย์กินขาดทุกพรรค
 
             ดังนั้นเมื่อ "ถาวร เสนเนียม" ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ถือเป็น "ดีกรีอัยการ" เรื่องสำนวนโน้มน้าวไม่เป็นสองรองใคร ลุกขึ้นมาอภิปรายเปรียบเทียบ "ความสำคัญ" เรื่องที่ทำเพื่อคนเพียงคนเดียว กับการทำเพื่อประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่เรื่องไหนสำคัญมากกว่ากัน
 
             ระหว่างที่สมาชิกรัฐสภาโดยเฉพาะ "สมาชิกวุฒิสภา" กำลังพิจารณาเพื่อตัดสินใจในการลงมติ "สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์" ประธานรัฐสภา ก็ขึ้นนั่งทำหน้าที่ประธานแทน "พล.อ.ธีรเดช มีเพียร" โดยยืนยันว่าการบรรจุระเบียบวาระรายงานของ "กรรมาธิการปรองดอง" ของ "บิ๊กบัง" ได้ดำเนินการเข้าสู่วาระระเบียบการประชุมอย่างถูกต้อง
 
             ทำให้ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ "ผู้นำฝ่ายค้าน" ต้องลุกขึ้นมาสอบถาม "บิ๊กบัง" ยืนยันถึงรายงานกรรมาธิการปรองดองได้ลงมติให้ความเห็นชอบจาก "กรรมาธิการ" หรือยัง ถ้ายังไม่ผ่านความเห็นชอบก็ยังไม่ถือว่าเป็นรายงานของ "กรรมาธิการปรองดอง"
 
             สุดท้าย "สมศักดิ์" ก็อาศัย "อำนาจ" ของความเป็น "ประธาน" ของที่ประชุมรวบรัดปิดการอภิปรายเพื่อขอให้ที่ประชุมลงมติว่าจะเลื่อนระเบียบวาระการประชุม เพื่อขอให้สภาพิจารณารายงานของ "กรรมาธิการปรองดอง" ขึ้นมาให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาหรือไม่
 
             เพียงแค่การนำ "ญัตติ" รายงานของ "กรรมาธิการปรองดอง" ของ "บิ๊กบัง" เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาก็ถกเถียงกันนานนับชั่วโมง
 
             จริงแล้วรายงาน "ปรองดอง" ของ "บิ๊กบัง" ชุดนี้เป็นเพียง "ปรองดอง" แค่ "บังหน้า" เท่านั้น!

..........

(หมายเหตุ : "ปรองดอง" แค่ "บังหน้า" : ขยายปมร้อน โดย สมถวิล เทพสวัสดิ์)