
ต้องเลิกใช้ซูโดอีเฟดรีน
ต้องเลิกใช้ซูโดอีเฟดรีน: บทบรรณาธิการประจำวันที่28มี.ค.2555
ที่ประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) มีมติรับคดีการลักลอบนำยาแก้หวัดที่มีสารซูโดอีเฟดรีนออกจากระบบของโรงพยาบาลเป็นคดีพิเศษ อันเป็นการแสดงให้เห็นชัดเจนว่า รัฐบาลได้เล็งเห็นเภทภัยจากยาเสพติดทั้งยาบ้าและไอซ์ ที่ทุกวันนี้ระบาดหนักทั้งในเมืองหลวงและหัวเมืองใหญ่ ในต่างจังหวัด ที่เป็นเช่นนั้นไม่ใช่เพราะแค่ว่าความต้องการยาเพิ่ม หากแต่รายได้จากการขายที่ล่อตาล่อใจให้คนที่หลงทางไปใช้ยานรกเหล่านั้น เลือกที่จะเดินหน้าต่อไปทั้งที่ความจริงแล้วน่าจะเรียกว่าจมปลัก นับถอยหลังสู่อนาคตอันมืดมน
การที่คดีนี้เป็นคดีพิเศษ ก็จะทำให้ดีเอสไอใช้อำนาจตามกฎหมายการสอบสวนคดีพิเศษได้เต็มรูปแบบ ดึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมงานได้อย่างเต็มที่ทั้งหน่วยงานต้นตอที่เป็นปัญหาอย่าง กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด รวมทั้งกองพิสูจน์หลักฐาน พอรวมกันแล้วก็ใช้วิธีการสืบสวนสอบสวนได้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็น ดักฟังโทรศัพท์ ติดตามสะกดรอย แฝงตัวเข้าไปอยู่ในกลุ่มเป้าหมาย และที่สำคัญก็คือ สามารถเข้าไปตรวจสอบโรงพยาบาลที่น่าสงสัยได้เต็มที่ เบื้องต้นดีเอสไอ เล็งโรงพยาบาลไว้ถึง 22 แห่ง
เมื่อเกิดเรื่องขึ้นก็ไม่แปลกที่จะมีการติดตามคดีโดยที่จะใช้รูปแบบไหนก็แล้วแต่ว่าเรื่องนั้นหนัก-เบาแค่ไหน ปัญหาเรื่องนี้ก็คือ ตัวยาแก้หวัดที่มีส่วนผสมของสารซูโดอีเฟดรีนนี้ไม่ใช่ว่าเพิ่งจะรู้ว่ามันสามารถนำไปผลิตสารเสพติดได้ หน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุข โดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) รู้มานานแล้ว และมีสถิติการจับกุมนำยาแก้หวัดที่มีส่วนผสมของสารตัวนี้ออกนอกระบบมาอย่างน้อยก็ปี 2551 จากปีแรกแค่หลักล้าน ก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้นมา เพราะยาแก้หวัด 1 เม็ดนำไปผลิตยานรกได้ถึง 3 เม็ด จากราคาไม่เกิน 5 บาท เมื่อเป็นยานรกแล้วมูลค่าพรวดไปที่ 400-500 บาท
ดูจากรายงานของ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) นั้นมีมาตรการเพื่อสกัดสารซูโดอีเฟดรีนออกนอกระบบก็เพียงแค่เปลี่ยนคำเตือนที่เดิมแค่บอกว่า ยาอันตราย เพิ่มมาตรการสกัดการเข้าถึงยาต้องมีใบแพทย์สั่ง ห้ามขายเกิน 60 เม็ดให้แก่บุคคล ให้ร้านค้าทำทะเบียนการขาย ซึ่งทั้งหมดนั้นก็คือการสร้างความยุ่งยากให้แก่คนซื้อ ซึ่งความจริงแค่จำกัดจำนวน เพื่อให้ยากต่อการรวบรวมก็น่าจะเพียงพอ แต่นั่นก็ไม่ใช่แนวทางที่จะแก้ปัญหาได้อย่างชะงัด เพราะในส่วนของต้นทางคือบริษัทที่ผลิตและนำเข้ายา หรือสารซูโดอีเฟดรีนก็ต้องเข้มงวดกวดขันด้วย
เรื่องนี้หากจะให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดจริงๆ ก็น่าจะยกเลิกการใช้ยาที่มีสารซูโดอีเฟดรีนไปก็น่าจะทำให้ปัญหาจบได้อย่างง่ายๆ เพราะ อย.เองก็รู้ดีว่า มีสารทดแทนที่ไม่สามารถนำไปเป็นสารตั้งต้นเพื่อผลิตยาเสพติดอยู่ และปัจจุบันก็มียาที่มีสารชนิดนี้วางขาย มาตรการสารพัดของ อย.ที่ออกมาทำได้เพียงแค่สร้างความยุ่งยากให้แก่สุจริตชน ไม่ใช่มาตรการที่เด็ดขาดตัดตอนขบวนการยาเสพติด



