เจาะประเด็นร้อน

การเมือง (ยุบพรรค) หน้า 1-e2

เกาะติดข่าวสาร >> คมชัดลึก ออนไลน์
logoline

การเมือง (ยุบพรรค) หน้า 1-e2 มติศาล รธน.ยุบ 3 พรรค "พลังประชาชน-ชาติไทย-มัชฌิมาธิปไตย" นปช.เดือดตัดไฟศาล-ลั่นเอาคืน 9 ตุลาการ "เติ้ง" นัดลูกพรรคแต่งดำประท้วง ด้าน พปช.โวยศาล รธน.ไม่แจ้งย้ายสถานที่ส่อเป็นโมฆะ "สมชาย" รับหมดหน้าที่ตัวเองแล้ว ปลื้มเมียให้กำลังใจ "ขวัญชัย" ประกาศนำพลพรรคเสื้อแดงพร้อมบั้งไฟยิงถล่มในกรุง กร้าวอยู่สงบไม่ได้ก็ไม่ต้องอยู่ ในที่สุดตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีมติเป็นเอกฉันท์ มีคำสั่งยุบพรรคการเมืองทั้ง 3 พรรค ได้แก่ พรรคพลังประชาชน พรรคมัชฌิมาธิปไตยและพรรคชาติไทย พร้อมทั้งเพิกถอนสิทธิกรรมการบริหารพรรคเป็นเวลา 5 ปี การนัดแถลงปิดคดีและอ่านคำวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ต้องย้ายสถานที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ไปแถลงปิดคดีและมีคำวินิจฉัยที่สำนักงานศาลปกครองกลาง ถนนแจ้งวัฒนะ แทน เนื่องจากมีกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เดินทางมาชุมนุมกดดัน ปิดล้อมทางเข้า-ออกทุกทาง จนคณะตุลาการและเจ้าหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่สามารถเดินทางมาปฏิบัติหน้าที่ได้ นายชินวัตร หาบุญพาด แกนนำ นปช.ได้ประกาศให้ผู้ชุมนุมกว่า 1,500 คน เคลื่อนย้ายไปที่ศาลปกครองกลาง ถนนแจ้งวัฒนะ กลุ่มผู้ชุมนุมได้นั่งรถหกล้อ 2 คัน ออกจากศาลรัฐธรรมนูญ ขณะที่ผู้ชุมนุมบางส่วน ยังคงปักหลักปิดทางเข้าออกศาลรัฐธรรมนูญทุกด้าน เนื่องจากเกรงว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะย้อนกลับมาที่ศาลรัฐธรรมนูญอีกครั้ง ในส่วนของการดูแลความปลอดภัยบริเวณศาลปกครองกลาง ถนนแจ้งวัฒนะ เจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองบัญชาการตำรวจนครบาลและตำรวจหน่วยปราบจลาจล ประมาณ 450 นายมาดูแลความปลอดภัย และประสานขอกำลังเจ้าหน้าที่ทหารจากกองทัพภาค 1 อีก 2 กองร้อย เข้าร่วมดูแลความสงบเรียบร้อยด้วย ต่อมาเวลา 10.00 น. ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นำโดยนายชัช ชลวร ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ออกนั่งบัลลังก์รับฟังคำแถลงปิดคดีด้วยวาจา ของ 3 พรรคการเมืองที่ถูกอัยการสูงสุดร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ขอให้มีคำสั่งยุบพรรคการเมืองทั้ง 3 พรรค เนื่องจากการกระทำผิดของกรรมการบริหารพรรค โดยก่อนการอ่านคำวินิจฉัย นายชัชกล่าวว่า การทำงานของศาลเป็นอิสระไม่มีการแทรกแซงหรือกดดันศาล ซึ่งศาลจะวินิจฉัยตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่บัญญัติเอาไว้ และในสถานการณ์บ้านเมืองที่เป็นเช่นนี้ คำวินิจฉัยของศาลย่อมจะส่งผลให้มีผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่ก็ขอให้ทุกฝ่ายเชื่อมั่นและยอมรับคำวินิจฉัยตามระบอบการปกครองโดยกฎหมาย จากนั้นนายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ได้แถลงปิดคดีด้วยตนเอง ทั้งนี้ นายบรรหารยืนยันว่ากรรมการบริหารพรรคคนอื่น ไม่ได้มีส่วนรู้เห็น หรือปล่อยปละละเลยให้เกิดการกระทำดังกล่าว จึงไม่เข้าข่ายความผิดตามกฎหมาย มาตรา 237 ของรัฐธรรมนูญ และพรรคยังมีมาตรการป้องกันการกระทำผิดกฎหมาย เช่น ทำหนังสือให้ผู้สมัครรับรองว่าจะไม่กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้ผิดกฎหมายเลือกตั้ง อีกทั้งก่อนการสมัครก็ได้ปฐมนิเทศผู้สมัครและเชิญ กกต.มารับทราบด้วย ที่ผ่านมาศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้เปิดโอกาสให้สู้คดี ซึ่งถ้าหากพรรคมีโอกาสนำพยานมาสืบต่อหน้า ข้อมูลรายละเอียดหลายๆ อย่างจะชัดเจนขึ้น นายบรรหารยังบอกด้วยว่า พรรคชาติไทยไม่ใช่พรรคเฉพาะกิจ กว่าจะโตมาเหนื่อยยาก ต้องประสบมรสุมมาก แต่ก็รอดปากเหยี่ยวปากกามาได้ นอกจากนั้นยังกล่าวถึงผลงานพรรคตลอด 34 ปีที่ผ่านมา และว่าไม่ทราบว่าปีหน้าจะมีโอกาสฉลอง 35 ปีหรือไม่ ขอเรียนว่าตนอายุ 76 ปี ถือสัจจะเป็นที่ตั้ง ที่ตนแถลงมานั้นเป็นข้อเท็จจริง ขอให้ศาลช่วยกรุณาด้วย ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อแถลงมาถึงช่วงนี้ นายบรรหารได้กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า ขอให้ศาลให้ความยุติธรรมกับพรรคชาติไทย เพื่อคลี่คลายปัญหาของประเทศชาติให้ได้ และขออาศัยความเมตตา และดุลพินิจของศาลเป็นที่พึ่งพิงว่า จะมีพรรคชาติไทยอยู่ต่อไปหรือไม่ พร้อมทั้งยกมือขึ้นไหว้คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญบนบัลลังก์ด้วย หลังจากนั้นเป็นการชี้แจงของนางอนงค์วรรณ เทพสุทิน หัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย โดยได้ชี้แจงถึงผลงานของพรรคตั้งแต่มาร่วมรัฐบาล ว่าพรรคได้ทำตามกติกาอย่างเคร่งครัด มีการทำบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ว่าผู้สมัครจะทำตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด นางอนงค์วรรณยังระบุว่า กกต.ไม่รอบคอบในการแสวงหาข้อเท็จจริงและมีอคติ โดยมีรายละเอียดที่น่าสงสัยหลายอย่าง รวมถึงข้อพิรุธในสำนวน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อมาถึงช่วงนี้ นางอนงค์วรรณได้แถลงพร้อมเสียงสั่นเครือคล้ายจะร้องไห้ตลอดเวลาว่า ขอความกรุณาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้โปรดวินิจฉัยยกคำร้องไม่ยุบพรรคมัชฌิมาธิปไตย แต่หากศาลฟังข้อมูลของ กกต.ว่ามีน้ำหนักน่าเชื่อถือกว่าข้อต่อสู้ของพรรค ก็ขอให้พิจารณาเฉพาะตัวบุคคลที่เกี่ยวข้อง และให้ความเป็นธรรมกับกรรมการบริหารพรรคที่ไม่เกี่ยวข้อง ขอให้ยึดหลักยอมปล่อยคนผิดร้อยคน ดีกว่าลงโทษคนไม่ผิดเพียงคนเดียว เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม จากนั้นนายชัช ประธานศาลรัฐธรรมนูญระบุว่า ให้พรรคและคู่ความรอฟังคำวินิจฉัยวันนี้ จากนั้นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้สอบถามว่า มีตัวแทนของพรรคพลังประชาชนมาด้วยหรือไม่ ซึ่งไม่ปรากฏว่ามีตัวแทนของพรรคพลังประชาชนมาแถลงปิดคดีด้วยวาจา นายชัชจึงระบุว่า เมื่อไม่มีตัวแทนของพรรคพลังประชาชน จึงถือว่าพรรคไม่ติดใจที่จะแถลงปิดคดี จึงขอนัดฟังคำวินิจฉัยในช่วงบ่ายวันนี้ ต่อมาในช่วงบ่าย ศาลรัฐธรรมนูญได้อ่านคำวินิจฉัยในส่วนของพรรคพลังประชาชน โดยที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีมติมติเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 ให้ยุบพรรคพลังประชาชน และตัดสิทธิทางการเมืองหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค 5 ปี เท่ากับว่านายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชาชนต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีโดยปริยาย จากนั้นศาลรัฐธรรมนูญได้อ่านคำวินิจฉัยในส่วนของพรรคมัชฌิมาธิปไตย โดยมีมติให้ยุบพรรคมัชฌิมาธิปไตย และตัดสิทธิทางการเมืองหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค 5 ปี เช่นเดียวกับพรรคชาติไทยที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 8 ต่อ 1 สั่งยุบพรรคและตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรค 5 ปี โดยมีรายงานว่า 1 เสียงของตุลาการที่เห็นควรไม่ยุบพรรค คือ นายนุรักษ์ มาประณีต ส่วนกรรมการบริหารพรรคที่ถูกตัดสิทธิ 5 ปี ได้แก่ กรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน 37 คน กรรมการบริหารพรรคชาติไทย 43 คน ในจำนวนนี้รวมถึงนายบรรหาร ศิลปอาชา นายวราวุธ ศิลปอาชา และน.ส.กัญจนา ศิลปอาชา ซึ่งถือเป็นการปิดฉากตระกูล "ศิลปอาชา" ขณะที่พรรคมัชฌิมาธิปไตย มีกรรมการบริหารพรรคถูกตัดสิทธิ 29 คน ซึ่งรวมถึงนางอนงค์วรรณ เทพสุทิน หัวหน้าพรรคคนปัจจุบันด้วย อย่างไรก็ตาม ทั้ง 3 พรรคการเมืองนั้น มีรายงานว่าได้จัดเตรียมพรรคใหม่ไว้รองรับแล้ว โดยพรรคพลังประชาชนจะย้ายไปสังกัดพรรคเพื่อไทย ขณะที่พรรคชาติไทยได้เตรียมหัว "พรรคชาติไทยพัฒนา" ไว้ และพรรคมัชฌิมาธิปไตย เตรียม "พรรคภูมิใจไทย" สำรองไว้แล้วเช่นกัน ศาลไล่ม็อบออกจากพื้นที่ฐานละเมิด เวลา 12.30 น. นายชำนาญ ทิพยชนะวงศ์ ผู้อำนวยการสำนักเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ศาลปกครอง ได้แถลงข่าวว่า ตุลาการศาลปกครองสูงสุด องค์คณะที่ 5 ได้ออกนั่งพิจารณาคดีครั้งแรก แต่เนื่องจากฝูงชนมาปิดล้อมอาคารบริเวณที่ทำการศาล เป็นเหตุให้ศาลออกนั่งพิจารณาคดีไม่ได้ ศาลปกครองสูงสุดจึงมีคำสั่งให้ฝูงชนทั้งหมดออกจากบริเวณ เพื่อให้ศาลนั่งพิจารณาคดีต่อไปได้ ถ้าไม่หยุดการกระทำและไม่ออกจากบริเวณศาลภายในเวลา 15 นาที จะถือเป็นการก่อเหตุชุลมุนวุ่นวายอันเป็นการประพฤติปฏิบัติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล และเป็นการละเมิดอำนาจศาล จึงมีคำสั่งศาลให้เจ้าหน้าที่ศาลปฏิบัติตามคำสั่งศาลโดยทันที นายสุชาติ เวโรจน์ รักษาการเลขาธิการศาลปกครองกล่าวว่า การรุกล้ำเข้ามากระทำการใดๆ ในเขตรั้วศาลนั้น ถือเป็นการละเมิดอำนาจศาล ซึ่งอยู่ในระหว่างการพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ม็อบเสื้อแดงโห่ไม่พอใจคำตัดสิน บรรยากาศภายนอกห้องประชุมศาลปกครองกลางนั้น เมื่อกลุ่ม นปช.ซึ่งสวมเสื้อสีแดงทราบข่าวต่างส่งเสียงโห่ร้องด้วยความไม่พอใจ และมีการแยกกำลังร่วม 200 คน ไปปิดประตูด้านหลังศาลปกครองและพยายามจะบุกเข้ามาในตัวอาคาร แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจปราบจลาจลที่อารักขาความปลอดภัยอยู่ด้านใน ไม่ยอมให้ผู้ชุมนุมเข้าไป ซึ่งผู้ชุมนุมต่างตะโกนร้องและท้าทายให้ 9 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ออกประตูด้านหลัง หากไม่ยอมออกมาจะปิดล้อมทางเข้าออกทุกทางของอาคารศาลปกครองสูงสุด กระทั่งเกิดความวุ่นวายเล็กน้อย จึงได้ระดมเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ซึ่งเป็นตำรวจปราบจลาจลร่วม 20 นาย พร้อมอาวุธครบมือ มากันกลุ่มผู้ชุมนุมให้ออกพ้นแนวประตูขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ได้ปิดประตูด้านหลังเพื่อไม่ให้บุคคลเข้าออก เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น ม็อบตัดไฟศาล-ลั่นเอาคืน 9 ตุลาการ มีรายงานด้วยว่า ระหว่างการอ่านคำวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนั้น กลุ่ม นปช.ได้ใช้ไม้ไผ่ทางยาว เขี่ยไปที่สายไฟจนเกิดการช็อต และมีเสียงหม้อแปลงระเบิด ส่งผลให้กระแสไฟฟ้าภายในอาคารสำนักงานศาลปกครองกลางดับลง แต่เครื่องปั่นไฟสำรองก็ทำงานขึ้น ยกเว้นเครื่องปรับอากาศและลิฟต์ ที่ยังใช้การไม่ได้ จากนั้นแกนนำ นปช.ได้ประกาศสลายการชุมนุม โดยให้ขึ้นรถหกล้อ 2 คัน เดินทางกลับมาชุมนุมที่ลานคนเมืองหน้าศาลาว่าการกรุงเทพมหานครต่อ โดยระบุว่าการมาชุมนุมหน้าศาลและตัดไฟครั้งนี้ เป็นการสั่งสอนและขอฝากไว้ก่อน และจะเอาคืน 9 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญให้ได้ โดยจะกลับไปปักหลักที่ลานคนเมือง เพื่อเปิดโปงพฤติกรรม 9 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะนายจรัญ ภักดีธนากุล 9 ตุลาการนั่งรถตู้กลับที่พักมีทหารคุ้มกัน ภายหลังกลุ่ม นปช.ได้สลายการชุมนุมกลับไปแล้ว ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 9 คน ได้ขึ้นรถตู้เดินทางกลับโดยออกทางประตูหลัง โดยมีกำลังเจ้าหน้าที่ทหารพร้อมอาวุธครบมือ 4 นาย นั่งไปในรถเพื่อคุ้มครองความปลอดภัย ขณะเดียวกันมีทหารนอกเครื่องแบบ นั่งรถตามประกบทั้งด้านหน้าและด้านหลังรถตู้คันดังกล่าวด้วย อย่างไรก็ตาม ได้มีรถของคณะผู้นำทาง ออกเดินทางไปก่อนเพื่อความปลอดภัย เนื่องจากยังคงมีกลุ่มผู้ชุมนุมบางส่วนกระจายอยู่ตามถนนแจ้งวัฒนะ ทั้งนี้ ศาลปกครองกลางปิดทำการก่อนเวลาในวันนี้อีกด้วย พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก แถลงภายหลังประชุมหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก กรณีการส่งกำลังทหารไปดูแลความปลอดภัยที่ศาลปกครองนั้น ทางกองทัพบกได้ส่งกองร้อยลาดตระเวนระยะไกล กองพลที่ 1 รักษาพระองค์ ไปจำนวน 1 กองร้อย ไม่ใช่จากหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ จ.ลพบุรี อย่างที่มีการพูดกัน ซึ่งหน่วยนี้กำลังที่ประจำการได้รับการฝึกฝนเช่นเดียวกับหน่วยรบพิเศษ สวมหมวกแดง และมีอาวุธประจำกายเป็นเอ็ม 16 จริง และที่ได้ส่งหน่วยนี้เข้าไปก็เพราะอยู่ที่แจ้งวัฒนะ ใกล้กับศาลปกครอง "สมชาย"รับหมดหน้าที่ของตัวเองแล้ว เมื่อเวลา 13.10 น. นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ที่ จ.เชียงใหม่ หลังการประชุม ครม.สัญจร ถึงมติของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่ยุบพรรคพลังประชาชนและตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรค 5 ปี ซึ่งส่งผลให้นายกรัฐมนตรีต้องพ้นจากหน้าที่ไปโดยปริยาย โดยนายสมชายเดินลงมาจากศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ สถานที่จัดประชุม ครม.ท่ามกลางเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ดูแลอย่างเข้มงวด และกันผู้สื่อข่าวไม่ให้เข้าใกล้ เมื่อถูกถามถึงสถาณการณ์ทางการเมือง นายสมชายบอกว่า ได้ทราบคำวินิจฉัยของศาลแล้ว เท่ากับหมดหน้าที่แล้ว ไม่มีปัญหาอะไร คงเป็นเรื่องของคนที่ยังอยู่ในตำแหน่งก็ต้องดำเนินงานต่างๆ ต่อไป ที่ผ่านมาตนไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ของตัวเอง นอกจากนี้ นายสมชายยังระบุด้วยว่า ในเย็นนี้คงไม่ได้เดินทางไปเข้าร่วมพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามของทหารรักษาพระองค์ ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เนื่องในพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่กรุงเทพฯ ด้วย นายสมชายให้สัมภาษณ์อีกครั้งที่หน้าบ้านพักว่า ในฐานะประชาชนยังคงห่วงสถานการณ์บ้านเมือง โดย 2 เดือนที่ผ่านมารู้สึกภูมิใจที่ทำงานเต็มที่ไม่เคยท้อถอย ไม่เคยเสียกำลังใจ แม้ไม่มีตำแหน่งก็ยังทำประโยชน์ให้บ้านเมืองในฐานะอื่นต่อไปได้ ตนก็ยังทำงานการกุศลและอื่นๆ ไปตามเรื่อง จึงไม่รู้สึกเศร้าเสียใจ ต่อข้อถามว่า ภรรยาให้กำลังใจอย่างไรบ้าง นายสมชายกล่าวว่า
logoline
แท็กที่เกี่ยวข้อง

ข่าวที่น่าสนใจ

logo-pwa

เพิ่ม คมชัดลึก ออนไลน์

ลงในหน้าจอหลักของคุณ

ติดตั้ง
ปิด