คอลัมนิสต์

คุณภาพชีวิตคนไทย

คุณภาพชีวิตคนไทย

27 มี.ค. 2555

คุณภาพชีวิตคนไทย : บทบรรณาธิการประจำวันที่27มี.ค.2555

             ในสถาพการณ์ที่ภาวะเศรษฐกิจบีบรัดชีวิตคนไทยอย่างหนักหนาสาหัสเช่นทุกวันนี้ โดยบั่นทอนทั้งสภาพทางกายและสภาวะทางจิตใจ ทั้งยังส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่จนเกิดปัญหาสังคมต่างๆ นานาตามมาสารพัด ไม่ว่าจะเป็นการหันหน้าไปพึ่งพาอบายมุข สุรายาเมา ยาเสพติดหลากหลายชนิด การประทุษร้ายซึ่งกันและกัน หรือแม้กระทั่งคิดสั้นฆ่าตัวตาย จนเป็นที่น่าหวาดหวั่นว่า คุณภาพชีวิตของคนไทยจะตกต่ำลงเรื่อยๆ ในห้วงยามที่มีคำทำนายว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมของผู้สูงวัย อันหมายถึงว่า ภาครัฐจะต้องทุ่มเทงบประมาณไปเพื่อสนับสนุนมาตรการต่างๆ ในอันที่จะสร้างเสริมสุขภาพของคนไทยมากขึ้นเป็นลำดับ
 
             วันก่อน นายวิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ปัจจุบันพบผู้เสียชีวิตด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในประเทศไทยเช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และโรคมะเร็ง ปีละกว่า 97,900 คน โดยร้อยละ 60 หรือจำนวน 5.8 หมื่นเสียชีวิตขณะอายุยังไม่ถึง 60 ปี ข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นว่าคนไทยขณะนี้อายุสั้นลง โดยมีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้น 2 เท่าตัวภายใน 5 ปี สาเหตุหลักของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ส่วนใหญ่ร้อยละ 90 เกิดจากพฤติกรรมขาดการออกกำลังกาย น้ำหนักตัวเกิน สูบบุหรี่ ดื่มเหล้า กินอาหารที่ไม่เหมาะสม เช่น รับประทานอาหารที่หวาน มัน เค็มมากขึ้น แต่บริโภคผักน้อย
 
             ตามข้อมูลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขข้างต้น สะท้อนว่า ชีวิตสมัยใหม่ ทำงานแข่งกับเวลา ไม่ใส่ใจการออกกำลังกาย และบริโภคอาหารอย่างขอไปทีนั้น ท้ายที่สุดแล้วก็กลายเป็นปัญหางูกินหาง ย้อนกลับมาทำร้ายสังคมโดยรวมที่จะต้องสูญเสียเงินทอง และทรัพยากรอีกจำนวนมากไปเพื่อการรักษาพยาบาล ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ภาครัฐได้ดำเนินนโยบายและรณรงค์โครงการ "คัดกรองโรค" ไม่ติดต่อเรื้อรังมาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ดูเสมือนว่า นโยบายและมาตรการเหล่านั้นหาได้สัมฤทธิผลไม่ ในทางตรงกันข้าม กลับปรากฏว่าคนไทยกลับมีอายุสั้นลงเสียอีก เช่นนี้จึงมีคำถามว่า ปัจจุบันนี้ประชาชนคนไทยสามารถ "เข้าถึง" ระบบการสาธารณสุขอันเป็นบริการสาธารณะจากภาครัฐได้มากน้อยเพียงไร
 
             ตัวเลขผู้เสียชีวิตจาก 4 โรคไม่ติดต่อเรื้อรังร้ายแรงจำนวนเกือบแสนรายต่อปีนั้น แม้เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนประชากรจะดูไม่มาก หากแต่ถ้าพิจารณาควบคู่ไปกับงบประมาณด้านสาธารณสุขปีละร่วม 1 แสนล้านบาทแล้ว ก็จะเห็นความสูญเสียไปอย่างไร้ค่า ทั้งที่ภาครัฐสามารถดำเนินมาตรการเชิงรุกได้อย่างเข้มข้น อย่างเช่นการตรวจคัดกรองโรค ที่จะต้องทำให้ประชาชนเข้าถึงได้มากที่สุด มิใช่ว่ามีแต่เพียงคนร่ำรวยเท่านั้นที่สามารถควักเงินจ่ายค่าบริการทางการแพทย์ครั้งละ 5,000-15,000 บาท เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองต้องเป็นโรคร้าย หากแต่ประชาชนคนไทยทุกคนย่อมมีสิทธิเท่าเทียมกันที่จะเข้าถึงบริการของรัฐโดยเฉพาะการตรวจคัดกรอง และมาตรการสร้างเสริมสุขภาพในด้านต่างๆ ที่จะต้องดำเนินการอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม นี่ต่างหากที่คือหัวใจของการสาธารณสุขที่พึงเป็นแผนระยะยาวเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทยอย่างจริงจัง