
ครม.สัญจรดันงบพุ่งกว่า1.13ล้านล้าน
ครม.สัญจร "ดันอภิมหาโปรเจกท์"ระบบคมนาคมงบพุ่งกว่า1.13ล้านล้าน : ขยายปมร้อน โดน จีรพงษ์ ประเสริฐพลกรัง
3 ครั้งที่ผ่านมาของ การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อย่างเป็นทางการนอกสถานที่ หรือ ครม.สัญจร ของรัฐบาล "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ที่มีการวางแผนเดินสายยกพลสัญจรไปยังพื้นที่ต่างจังหวัดรายภูมิภาคเดือนละหน
นับตั้งแต่เปิดพุทธศักราช 2555 ก็ประเดิมที่ "ภาคเหนือ" ในเดือนมกราคมที่ "จ.เชียงใหม่" บ้านเกิดนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ต่อด้วย "ภาคอีสาน" ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ "จ.อุดรธานี" ทั้งสองพื้นที่ถือเป็นฐานเสียงสนับสนุนทางการเมืองขนาดใหญ่ของพรรคเพื่อไทย
และล่าสุดเพิ่งผ่านไปหมาดๆ กับพื้นที่ "ภาคใต้" ที่ "จ.ภูเก็ต" ถือเป็นการบุกถิ่น "พรรคประชาธิปัตย์" อย่างเป็นทางการครั้งแรก
ซึ่งทั้ง 3 ครั้ง มีธรรมเนียมปฏิบัติเหมือนกัน คือ ก่อนถึงวันประชุม ครม.สัญจร 1 วัน รัฐบาลจะใช้โอกาสนี้ในการลดช่องว่างระหว่างฝ่ายบริหารของประเทศกับองค์กรปกครองท้องถิ่นและภาคธุรกิจเอกชนในท้องถิ่น ด้วยการจัดการประชุมร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจในภูมิภาค(กรอ.) เพื่อให้ท้องถิ่นมีโอกาสนำเสนอโครงการต่างๆ ในพื้นที่เข้ามาสู่การพิจารณาของที่ประชุม ครม.
ดังนั้นจึงไม่แปลกว่าการประชุม ครม.สัญจรแต่ละครั้งนอกจากจะมีการอนุมัติโครงการของท้องถิ่นนั้นๆ แล้ว รัฐบาลก็ยังใช้จังหวะนี้ในการระดมสรรพกำลังที่มีอยู่ด้วยการนำผู้บริหารกระทรวง ทบวง กรม ต่างๆ เข้ามาเช็กลิสต์สารพัดโครงการ "เมกะโปรเจกท์" ที่มีมูลค่าของโครงการนับแสนล้าน
ประเด็นที่น่าโฟกัสของการสัญจรทั้ง 3 ครั้ง พบว่านอกจากการที่ ครม.จะลงไปอนุมัติเห็นชอบกรอบแผนงานในพื้นที่กลุ่มจังหวัดนั้นๆ พบว่าอีกมุมหนึ่งรัฐบาลได้ให้น้ำหนักกับเมกะโปรเจกท์ด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์-การคมนาคมขนส่ง ที่มี “กระทรวงคมนาคม” เป็นผู้ดูแล
เริ่มที่ "จ.เชียงใหม่" คณะรัฐมนตรีก็ได้เห็นชอบ 4 โครงการยักษ์ ประกอบด้วย 1.ให้เร่งพิจารณารายละเอียดโครงการรถไฟความเร็วสูง เส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ โดยกำหนดรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างรัฐบาลไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีนตามที่ได้มีการตกลงร่วมกัน เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2554 รวมทั้งศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) และทำการศึกษาความเหมาะสมทางการเงินและเศรษฐศาสตร์ของโครงการโดยละเอียด
2.ให้พิจารณาศึกษาและสำรวจเส้นทางของการพัฒนาทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) เส้นทางเชียงใหม่-เชียงราย โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองเพื่อเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน
3.ให้พิจารณาความเป็นไปได้ในการเร่งรัดแผนการพัฒนารถไฟทางคู่ของการรถไฟแห่งประเทศไทย โดยคำนึงถึงข้อจำกัดด้านขีดความสามารถในการลงทุนของภาครัฐ และขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม
4.ให้พิจารณาเพิ่มเส้นทาง เด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ ภายใต้แผนการพัฒนาโครงการพัฒนารถไฟทางคู่ของประเทศไทย
ส่วนที่ "จ.อุดรธานี" คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการโครงการก่อสร้างรถไฟรางคู่-ความเร็วสูง คุมพื้นภาคอีสานที่มหาศาลถึง 6.2 แสนล้านบาท 1.ศึกษาความเป็นไปได้ในการเร่งรัดโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ กรุงเทพฯ-หนองคาย ให้แล้วเสร็จในปี 2562 2.ศึกษาความเหมาะสมของโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงจากกรุงเทพฯ-หนองคาย 3.ศึกษาความเหมาะสมโครงการก่อสร้างเส้นทางรถไฟ ขอนแก่น (บ้านไผ่)-มหาสารคาม-ร้อยเอ็ด-มุกดาหาร-นครพนม
4.ศึกษาความเหมาะสมโครงการปรับปรุงขยายช่องทางการจราจรเพื่อการคมนาคมและการท่องเที่ยวเลียบแม่น้ำโขงเส้นทางหมายเลข 211 (อ.เชียงคาน จ.เลย-อ.เมือง จ.หนองคาย) และเส้นทางหมายเลข 212 (จ.หนองคาย-จ.บึงกาฬ) ที่สามารถเชื่อมโยงเส้นทางน้ำข้ามไปยังเมืองปากซัน แขวงบอลิคำไซ เชื่อมต่อไปยัง ส.ป.ป.ลาว และกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม
และล่าสุดที่ "จ.ภูเก็ต" คณะรัฐมนตรีก็มีมติรับทราบและเห็นชอบผลการประชุม กรอ.ภูมิภาคให้เคลื่อนเมกะโปรเจกท์ 1.3 แสนล้าน ประกอบด้วย 1.ให้กระทรวงคมนาคมพิจารณาเร่งรัดการดำเนินการโครงการขยายถนนฝั่งอันดามัน (ทางหลวงหมายเลข 4) ให้เป็นถนน 4 ช่องจราจรทั้งระบบ ตั้งแต่แยกปฐมพร จ.ชุมพร-ระนอง-พังงา-ตรัง เชื่อมทางหลวงหมายเลข 404- หมายเลข 416 และหมายเลข 4184-ด่านวังประจัน จ.สตูล
2.ให้กระทรวงคมนาคมพิจารณาศึกษาความเป็นไปได้และความเหมาะสมในการพัฒนาเร่งรัดระบบโครงการรถไฟทางคู่ภาคใต้ (เส้นทางกรุงเทพฯ- ชุมพร-สุไหงโก-ลก และปาดังเบซาร์) ให้สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาระบบรางและรถไฟความเร็วสูงที่กระทรวงคมนาคมได้ศึกษาไว้ รวมทั้งเร่งรัดการดำเนินการตามแผนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระยะเร่งด่วน พ.ศ. 2553-2557
3.โครงการ “ทางรถไฟสายอันดามัน” เป็นเส้นทางเพื่อการท่องเที่ยวและการขนส่งในกลุ่ม 5 จังหวัดอันดามัน และเป็นเส้นทางที่จะเชื่อมต่อเส้นทางการขนส่งในระบบรางสายตะวันตกระหว่างประเทศจีนและเมียนมาร์ โดยให้สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) ไปศึกษาความเป็นไปได้ ความคุ้มค่าในการลงทุน ตลอดจนผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
เมื่อรวมตัวเลขมูลค่างบประมาณของโครงการเส้นทางรถไฟและถนนที่รัฐบาลกำลังเคลื่อนในการประชุมคณะรัฐมนตรีทั้ง 3 ครั้ง มีมูลค่ารวมกว่า 1.13 ล้านล้านบาท
ส่วนกำหนดการ คณะรัฐมนตรีสัญจรครั้งต่อไปในเดือนพฤษภาคมนี้ จะสัญจรไปที่ภาคตะวันตก และเดือนมิถุนายนที่ภาคตะวันออก และน่าเชื่อว่าจะมีการอนุมัติโครงการในลักษณะเดียวกันอีกเป็นจำนวนมาก
กว่าจะ "สัญจร" ครบทุกที่ตัวเลขเม็ดเงินของ "เมกะโปรเจกท์" นี้ก็จะพุ่งสูงขึ้นไปอีก และน่าคิดว่าตัวเลขมหาศาลขนาดนี้ย่อมเย้ายวนและดึงดูดใจในการสร้างคะแนนนิยมทางการเมืองในพื้นที่ให้แก่พรรคเพื่อไทยได้มิใช่น้อยเช่นกัน
...........
(หมายเหตุ : ครม.สัญจร "ดันอภิมหาโปรเจกท์"ระบบคมนาคมงบพุ่งกว่า1.13ล้านล้าน : ขยายปมร้อน โดน จีรพงษ์ ประเสริฐพลกรัง)



