คอลัมนิสต์

รักสัตว์คลั่งสัตว์หรือค้าสัตว์

รักสัตว์คลั่งสัตว์หรือค้าสัตว์

24 มี.ค. 2555

รักสัตว์คลั่งสัตว์หรือค้าสัตว์ : บทบรรณาธิการประจำวันที่24มี.ค.2555

            นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ รองอธิบดีกรมอุทยานแห่ง ชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) แถลงว่า ขณะนี้คดีเกี่ยวกับการลักลอบจับสัตว์ป่ามีแนวโน้มลดลง โดยระหว่างปี 2552-2554 มีคดีทั้งสิ้น 1,717 คดี รวมสัตว์ป่าของกลาง ที่มีชีวิต 49,816 ตัว รวมทั้งคดีเกี่ยวกับงาช้าง 515 กิ่ง ส่วนช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้ มีคดีเกี่ยวกับสัตว์ป่า 250 คดี ตรวจยึดสัตว์ป่ามีชีวิต 3,811 ตัว และยึดซากสัตว์ป่าอีก 2,448 ซาก
 
             ถ้อยแถลงนี้มีขึ้นในช่วงไล่เลี่ยกับที่ นายอมร ลิ่วกีรติยุตกุล นายกสมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย ได้ร้องเรียนกรณีกลุ่มคน "คลั่งเหยี่ยว" ได้หลบเลี่ยง พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 ที่ห้ามไม่ให้มีสัตว์ป่าทุกชนิดไว้ในครอบครอง ด้วยการไปซื้อเหยี่ยวมาจากแถบยุโรป และเอเชียกลาง นำเข้ามาเลี้ยงในประเทศ นอกเหนือจากอาจมีส่วนรู้เห็นกับการว่าจ้างให้มีการลักลอบจับเหยี่ยว ซึ่งเป็นนกนักล่าที่เสี่ยงสูญพันธุ์ โดยขณะนี้มีจำนวนแค่หลักพันตัว เพื่อขายให้ขบวนการค้าสัตว์ป่าที่จะนำไปขายต่อให้กลุ่มคนรักเหยี่ยว โดยตลาดใหญ่ที่สุดยังคงเป็นจตุจักร และตามเว็บไซต์ต่างๆ
 
             ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา คนไทยจำนวนไม่ใช่น้อยต่างนิยมเลี้ยงสัตว์นำเข้าจากต่างประเทศหลากหลายประเภท เพียงเพราะเห็นสวยงามหรือถือเป็นกีฬาชนิดใหม่ ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือปราศจากความรับผิดชอบว่าสัตว์ต่างถิ่นเหล่านั้นเป็นอันตรายต่อสัตว์ท้องถิ่น และยังเป็นตัวการทำให้ระบบนิเวศเสียสมดุล หรือไม่ตระหนักว่าอาจมีพิษร้ายเป็นอันตรายถึงขั้นชีวิตหากถูกกัด เห็นได้ชัดจากช่วงน้ำท่วมใหญ่ที่สามารถจับสัตว์ต่างถิ่นมีพิษร้ายหลายชนิดที่หลุดจากกรงช่วงที่เจ้าของอพยพหนีน้ำ
 
             ทั้งตำรวจและกรมอุทยานฯ ต่างอ้างว่าได้เข้มงวดกวดขันในการป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับการค้าสัตว์ป่า ไม่ว่าจะด้วยการส่งสายตรวจลงพื้นที่ที่เป็นแหล่งค้าขายสัตว์ป่าอย่างผิดกฎหมาย อาทิ ที่ตลาดนัดจตุจักรและตลาดย่านบางบัวทอง ขณะเดียวกันยังได้เริ่มจับกุมกลุ่มพ่อค้าที่นำสัตว์เล็กสัตว์น้อยมาหมุนเวียนขายในวัดดังหลายแห่ง ซึ่งเป็นการทรมานสัตว์ และยังส่งเสริมให้มีการจับนกจากธรรมชาติอีกด้วย
 
             แต่มาตรการป้องปรามเหล่านี้เป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุหรือบ่อยครั้งเป็นแค่การลูบหน้าปะจมูก เราเชื่อว่ามาตรการป้องกันระยะยาวที่ได้ผลก็คือ การร่วมมือกับภาคประชาชนด้วยความจริงใจและจริงจังช่วยกันรณรงค์ปลูกจิตสำนึกให้คนรุ่นใหม่ตั้งแต่ระดับเด็กเล็กให้รู้จักเลี้ยงสัตว์อย่างมีจิตสำนึกและมีความรับผิดชอบต่อระบบนิเวศและความปลอดภัยของทุกคน