คอลัมนิสต์

โลกหมุนวน-คนหมุนกลับ

โลกหมุนวน-คนหมุนกลับ

21 มี.ค. 2555

โลกหมุนวน-คนหมุนกลับ : มนุษย์สองหน้า โดย แคน สาริกา

           เที่ยวนี้ผมตั้งใจฟังการวิเคราะห์การเมืองไทยถึงแนวโน้มของวิกฤติปัจจุบันของ ธีรยุทธ บุญมี ผ่านการถ่ายทอดสดทางช่องไทยทีวีดี เนื่องจากทราบล่วงหน้าว่า มีการค้นคว้า และวิจัยภาคสนาม ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากสถาบันพระปกเกล้า
 
             เมื่อฟังจบแล้ว ก็พบว่าการแถลงคราวนี้ ต่างจากที่เคยนำเสนอมาก่อนหน้านั้น และชวนให้นึกถึงวิวาทะเรื่องการวิเคราะห์สังคมไทยเมื่อ 32 ปีที่แล้ว
 
             บนเทือกเขาสูง พ.ศ.โน้น มีการสัมมนาวิชาการระหว่างตัวแทนพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.), พรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย (พสท.) และผู้รักประชาธิปไตย ที่ว่าด้วยหัวข้อลักษณะสังคมไทย และทฤษฎีการปฏิวัติประเทศไทย
 
             "ธีรยุทธ" ในฐานะแนวร่วม ได้สรุปลักษณะสังคมไทย พ.ศ.2523 ว่าเป็นสังคมกึ่งทุนนิยม-กึ่งศักดินา ที่เป็นเมืองพึ่งหรือเมืองขึ้นสมัยใหม่ของจักรพรรดินิยม และเป็นสังคมที่กำลังก้าวไปสู่สังคมทุนนิยมในอัตราที่รวดเร็วขึ้นทุกขณะ
 
             เมื่อกำหนดลักษณะสังคมเช่นนี้ จึงส่งผลต่อการกำหนดลักษณะการปฏิวัติ ซึ่งธีรยุทธเสนอว่าเป็น "การปฏิวัติประชาชาติประชาธิปไตยยุคใหม่"
 
             ประเด็นนี้แหละที่ทำให้ "ปัญญาชน" กลุ่มหนึ่งที่เป็นตัวแทน พคท. ไม่เห็นด้วยอย่างมาก ถึงขั้นเขียนบทความตอบโต้ยาวเหยียด เพราะหากยึดเอาตามที่ธีรยุทธเสนอ ก็เท่ากับผู้นำการปฏิวัติจะเปลี่ยนจากชนชั้นกรรมาชีพ หรือ พคท. ไปเป็นนายทุนหรือแนวร่วม
 
             30 ปีผ่านไป ผู้ที่เคยคัดค้านธีรยุทธหัวชนฝา กลับเลือกที่จะชูธงการปฏิวัติประชาชาติประชาธิปไตยยุคใหม่ หรือการปฏิวัติประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุน
 
             มิเพียงเท่านั้นยังสู้อุตส่าห์เขียนทฤษฎีใหม่ให้เป็นเหตุเป็นผลในการเคลื่อนไหวนอกสภา แม้จะถูกหยามหยันว่า กลืนน้ำลายตัวเองก็ตามที
 
             ขนาดผู้อาวุโสบางคนยังพูดหน้าตาเฉยว่า สมัยก่อนเราปฏิวัติผิดขั้นตอน แต่ไม่นึกถึงว่า ยุทธศาสตร์ที่ผิดขั้นตอนนั้น "พาคนไปตาย" ในเขตป่าเขากี่ร้อยกี่พันศพ
 
             คนกลุ่มดังกล่าวไม่ยอมสรุปบทเรียน แต่เดินหน้าไปตามความคิดตัวเอง และเห็นสอดคล้องกับธีรยุทธว่า การเมืองไทยกำลังก่อรูปเป็น 2 ศูนย์อำนาจคือ "ศูนย์อำนาจฝ่ายอนุรักษนิยม" กับ "ศูนย์อำนาจรากหญ้า"
 
             โดยเฉพาะคำอธิบายที่ว่า ภาวะ 2 ศูนย์อำนาจจะแบ่งประเทศเป็น 2 ส่วน และแต่ละส่วนมีฐานที่มั่น ที่มาความชอบธรรม การควบคุมอำนาจที่แตกต่างกัน จึงเป็นที่มาของความต่างระหว่าง "ประชาธิปไตยกินได้ของชาวบ้าน" กับ "ประชาธิปไตยดูได้ของชนชั้นสูง"
 
             เมื่อธีรยุทธตบท้ายว่า "กลุ่มรากหญ้านับวันยิ่งขยายตัวเร็วขึ้น ขณะที่ฝ่ายอนุรักษนิยมอยู่กับที่และยิ่งเสื่อมถอยลง" ก็ทำให้พวกเขาเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในแผ่นดินจะต้องเกิดขึ้นในเร็ววันนี้
 
             นอกจากนี้ ผู้ที่เคยคัดค้านธีรยุทธในอดีต ถึงกับเอ่ยกลางวงเสวนากลุ่มย่อยว่า "อย่างนี้ค่อยพูดกันรู้เรื่องหน่อย"
 
             คนพวกนี้ไม่สนใจว่า พรรคเพื่อไทยหรือแกนนำ นปช.จะโจมตีธีรยุทธอย่างไร? เนื่องจากพวกเขาเริ่มรู้สึกหงุดหงิดกับรัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่เริ่มออกอาการนักฉวยโอกาส หันไปเอาอกเอาใจอำมาตย์
 
             แทบไม่น่าเชื่อเหมือนกันว่าแค่ 30 ปี โลกเรามันจะหมุนกลับเร็วกว่าที่คิด?