คอลัมนิสต์

เกมหฤโหดทำกองทัพระส่ำ

เกมหฤโหดทำกองทัพระส่ำ

20 มี.ค. 2555

เกมหฤโหดทำกองทัพระส่ำ : ขยายปมร้อน โดย ศรุติ ศรุตา

            ท่ามกลางการจัดสร้างฉาก "ปรองดอง" ขึ้นมาให้เป็นเสมือนจริง และมหกรรมรับค่าเยียวยา (ที่บางคนเหยียดว่าเป็นค่าจ้าง) เกมการเมืองก็ยังคงรุกเร่งและรุนแรงเหมือนคลื่นใต้น้ำ
 
            การกำหนด "ศัตรูของประชาชน" เพื่อให้เกิดกระแสต่อต้านทำลายจนสิ้นสภาพ "ภัยคุกคาม" เริ่มเด่นชัดมากขึ้น
 
            เด่นชัดเพราะ "ศัตรูของประชาชน" ที่ถูกกำหนดขึ้นมานั้น ถูกเอาปูนแดงป้ายหน้าผากว่า เป็นผู้ที่เป็นอุปสรรคต่อกระบวนการประชาธิปไตย
 
            ถามว่าคนเหล่านั้นคือใคร ?
 
            ใช่มวลชนคนที่ไม่ชอบแดงใช่ไหม ?
 
            ใช่กองทัพหรือเปล่า ?
 
            ใช่ศาล-องค์กรอิสระไหม ?
 
            ใช่มวลหมู่ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญหรือไม่ ?
 
            แม้ไม่มีคำตอบที่ชัดเจน แต่ห้วงเวลาที่ผ่านมา ที่ว่ามานั้นล้วนถูกกล่าวถึง ถูกนำเสนอในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างโดยผ่านกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อที่จะลดอำนาจ และบทบาทลง
 
            เมื่อคนฝ่ายตนเสนอ ก็จะมีมวลชนออกมาตอบรับกันอย่างเซ็งแซ่ แข็งขัน และแน่นอนไม่ลืมที่จะบอกว่า นั่นคือประชาธิปไตย
 
            ความจริงแล้วจุดใหญ่ หรือทัพหน้าที่น่าจะเป็นทัพหลวงของ "กลุ่มที่เป็นอุปสรรคต่อกระบวนการประชาธิปไตย" นั้นก็คือกองทัพ
 
            แต่การจะจัดการกับกองทัพด้วยวิธีเดินหน้าแล้วฆ่ามัน หรือเข้าแลกคนหมัด มันก็ไม่ต่างจากเอาไข่ไปขว้างใส่หิน
 
            ขนาดความพยายามจะแก้ พ.ร.บ.กลาโหม เพื่อเปิดทางให้การเมืองเข้าไปล้วงโผนายพลยังเหลวไม่เป็นท่า
 
            ก็พอดีได้จังหวะคดีความ 91 ศพนั้นเริ่มเห็นรูปเห็นทิศทาง และน่าจะเป็นคดีนี้ที่ทำให้ความแข็งแกร่งของกองทัพอ่อนแอลง หลังจากที่มีคำยืนยันในก่อนหน้านี้ว่า ระดับนำของกองทัพ "หลุด" จากคดีนี้แน่นอน
 
            แต่ความเป็นจริงแล้วเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติการไม่อาจหลุดพ้นข้อกล่าวหา "ทำเกินหน้าที่" รวมไปถึง "ฆ่าประชาชน"
 
            ซึ่งที่ผ่านมากองทัพเองก็ตกเป็นจำเลยสังคมว่า เข่นฆ่าประชาชนจากเหตุการณ์กระชับพื้นที่ที่สี่แยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 และ 10 เมษายน ปีเดียวกัน
 
            ที่ผ่านมาข้อมูลเหล่านี้เรียกขานเป็นภาษาของหน่วยงานด้านความมั่นคง หรือ ทหารว่า "ก.2" คือเป็นข้อมูลหรือเรื่องที่ต้องหาข้อมูลเพื่อพิสูจน์ทราบว่าเป็นจริงอย่างที่ได้รับข่าวสารมาหรือไม่ว่า ทหารตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาฆ่าประชาชนในเหตุการณ์ 10 เมษายน 2553 และ 19 พฤษภาคม 2553
 
            มาถึงวันนี้ระดับข้อมูลข่าวสารนั้นได้ยกระดับจาก "ก.2" เป็น "ก.1" เรียบร้อยแล้ว นั่นก็หมายความว่า ข่าวสารที่ได้รับมานั้นเป็นความจริง 100%
 
            หมายความว่าทหารที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าวทั้งหมดจะถูกดำเนินคดีในข้อหาฆาตกร โดยผู้ที่กระทำความผิดจะได้รับโทษสูงสุด
 
            ถามว่าใครคือผู้ที่อยู่ในข่ายความผิดนี้ ?
 
            1.เจ้าหน้าที่ทหารผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ที่มีผู้เสียชีวิต
 
            2.หัวหน้าหน่วยที่อยู่ในบริเวณนั้น
 
            3.ผู้บังคับหน่วยที่ถูกส่งไปปฏิบัติหน้าที่ในบริเวณนั้น แล้วก็ไล่ขึ้นไปจนถึงระดับสูง ทั้ง พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.ในขณะนั้น รวมทั้ง สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ในขณะนั้น และ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น
 
            เพียงแต่ฝ่ายการเมืองนั้นมีโอกาสจะหลุดรอดจากข้อกล่าวหาเพราะมีคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษรเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2553 เรื่องการใช้อาวุธ
 
            มีการอนุญาตให้ใช้อาวุธป้องกันตนเองและประชาชนผู้บริสุทธิ์ หากจะใช้ก็ให้ยิงขึ้นฟ้า หรือยิงในทิศทางที่ปลอดภัย ให้ใช้ได้ตามกรอบของกฎหมาย และควรแก่เหตุ
 
            การกำหนดวิธียิงนั้น ให้ยิงเมื่อปรากฏภัยคุกคาม หรือมีกลุ่มติดอาวุธ หรือมีกลุ่มที่มีท่าทีคุกคามต่อเจ้าหน้าที่และประชาชนผู้บริสุทธิ์
 
            สำหรับเป้าหมายก็มีการกำหนดเช่นกัน คือให้ใช้ในระยะ 30-50 เมตร เพื่อควบคุมวิถีกระสุนและความเสียหายที่จะเกิดขึ้น และหากจำเป็นต้องยิงก็ให้เลือกยิงระดับเข่าลงมา แต่ห้ามยิงผู้หญิงและเด็ก
 
            สำคัญที่สุดคือการใช้อาวุธต้องไม่ประสงค์ต่อชีวิต แต่เพื่อหยุดยั้งภัยคุกคามเท่านั้น
 
            ทว่าเมื่อดูผลการสอบสวนทั้งของอัยการและตำรวจแล้วกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น
 
            ผู้เสียชีวิตไม่มีอาวุธ ไม่มีท่าทีคุกคาม ถูกยิงจากด้านหลัง ด้านข้าง ศีรษะ และถูกยิงในพื้นที่ปิดล้อมอย่างเด็ดขาดของเจ้าหน้าที่ทหาร!
 
            ดังนั้นจึงไม่มีหนทางอื่นใดเลยที่จะทำให้เจ้าหน้าที่ทหารหลุดพ้นจากข้อหาอันร้ายแรงนั้นได้
 
            ถึงตรงนี้การเมืองคงจะไม่พลาดโอกาสที่จะรุกฆาต ด้วยการเร่งเร้าให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ไปลงนามในสัตยาบันกับศาลโลก เพื่อเปิดทางให้คนเสื้อแดงนำคดีนี้ขึ้นฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้อง
 
            คำถามจึงเอ็ดอึงอยู่ในกองทัพว่า "พี่ครับจะทำอย่างไรดี"
 
            ถามอย่างนี้คงไม่ต้องบอกว่า ระส่ำกันแค่ไหน เพราะในแง่เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัตินั้นมั่นใจว่าทำตามกรอบกฎหมาย ขณะเดียวกันรัฐบาลอภิสิทธิ์นั้นเป็นรัฐบาลที่ถูกต้องตามกฎหมาย และผู้การร้ายก็มุ่งทำลายสถาบัน เมื่อมีคำสั่งก็ไม่มีเหตุผลที่จะไม่ปฏิบัติ
 
            แต่เมื่อทำแล้วกลับมาถูกดำเนินคดี กลายเป็นฆาตกรเข่นฆ่าประชาชนสำหรับพวกเขาแล้วความยุติธรรมอยู่ตรงไหน
 
            แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาของผู้ที่คิดเกมหฤโหดโคตรอำมหิตเกมนี้!

.............

(หมายเหตุ : เกมหฤโหดทำกองทัพระส่ำ : ขยายปมร้อน โดย ศรุติ ศรุตา)