
ข้าวยากหมากแพง
ข้าวยากหมากแพง : บทบรรณาธิการประจำวันที่20มีนาคม พ.ศ.2555
ผลจากการสำรวจราคาข้าวแกงของทีมข่าว "คม ชัด ลึก" ล่าสุด ตามสถานที่ต่างๆ ทั้งร้านข้าวแกงริมถนน ร้านข้าวแกงที่เปิดจำหน่ายอยู่ในสถานีบริการน้ำมัน อาคารพาณิชย์ ในตลาดสด และในศูนย์อาหารของห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ทั้งในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล พบว่า แทบทุกร้านได้ปรับราคาจำหน่ายสูงขึ้นจานละตั้งแต่ 5-10 บาท ตัวอย่างเช่น ร้านขายข้าวแกงริมถนน ตั้งราคาเริ่มต้นที่ 30 บาท หากต้องการราดแกง 2 อย่าง ราคาขยับมาไปที่ 35-40 บาท ถ้าเพิ่มไข่ทอดหรือไข่ต้ม ต้องจ่ายเงินเพิ่มอีกจานละ 10 บาท หรือตกประมาณ 45-50 บาท ขณะที่ข้าวเปล่าปรับราคาขึ้นจากจานละ 5 บาท เป็น 7 บาท ส่วนแกงต่อถ้วยหรือต่อถุง ปรับราคาจาก 25 บาท เป็น 30-40 บาท ถ้าเป็นแกงส้มใต้ หรือแกงเหลือง ราคาจะเริ่มที่ถ้วยละ 30-60 บาท
ขณะที่กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ยังคงยืนยันตัวเลข "ราคาแนะนำ" ที่จานละ 20-25 บาท โดยการวิเคราะห์ต้นทุนด้านต่างๆ อย่างละเอียดจนออกมาเป็นตัวเลขราคาขายที่พ่อค้าแม่ขายยังมีกำไรอยู่พอสมควร ปัญหาจึงอยู่ที่ว่า เมื่อราคาข้าวแกงทะยานขึ้นเป็นถึงเท่าตัว และมีตัวเลข "ราคาแนะนำ" เป็นหลักฐานยืนยันความไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภคเช่นนี้ ผู้มีหน้าที่ "กระชากค่าครองชีพ" ควรจะต้องเร่งมือเข้ามาดำเนินมาตรการด่วนที่สุด นอกจากสกัดกั้นไม่ให้ราคาอาหารปรับตัวขึ้นไปอีกแล้ว ถ้าเป็นไปได้ ควรมีมาตรการบางอย่างที่จะทำให้ราคาลดลงตามความเป็นจริง และเป็นธรรมกับทุกฝ่ายมากที่สุด
ปัจจัยสำคัญข้อหนึ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ก็คือ การประกาศปรับค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท ได้ส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าและบริการอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เพราะในทางปฏิบัตินั้น ค่าแรงของลูกจ้างรายวันได้ปรับขึ้นทันทีที่รัฐบาลประกาศนโยบาย แม้กระทั่งค่าจ้างในภาคเกษตรกรรมที่ดูเหมือนจะอยู่นอกระบบการควบคุมของไตรภาคี เมื่อค่าครองชีพปรับเพิ่มตามขึ้นมาอย่างรวดเร็วเช่นนี้ จึงดูเสมือนว่า ผู้ใช้แรงงานไม่ได้รับประโยชน์อะไรเลย ซ้ำร้ายยิ่งจะทำให้ภาวะเงินเฟ้อปรับสูงขึ้นด้วย
อย่างไรก็ตาม เมื่อหันไปถามทางพ่อค้าแม่ขายดูบ้าง ก็จะพบว่า พวกเขาเองก็จำเป็นต้องปรับราคาข้าวแกง อาหารตามสั่งต่างๆ ขึ้นไปตามภาวะราคาสินค้าที่นำมาประกอบอาหาร ไม่ว่าจะเป็นข้าว ไข่ไก่ น้ำมันพืช กะทิ มะนาว รวมทั้งแก๊สหุงต้มและค่าจ้างรายวัน ซึ่งปรับราคาสูงขึ้นมาก่อนหน้านี้นานแล้ว ล้วนเป็นผลกระทบแบบลูกโซ่ที่ยากจะหลีกเลี่ยงได้ เพียงแต่ว่า จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีหน่วยงานใดลงมาเป็นคนกลาง วางราคาแนะนำ และบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อให้ราคาขายเป็นธรรมทุกฝ่าย ทั้งคนขายและคนกิน เพราะลำพัง "ข้าวแกงธงฟ้า" นั้น หาได้ช่วยกระชากราคาค่าครองชีพลงไม่ นอกจากเป็นการแสดงออกให้ประชาชนเห็นคล้อยตามว่า รัฐบาลเอาใจใส่ใฝ่ทุกข์ยากในยามข้าวยากหมากแพงเท่านั้น



