คอลัมนิสต์

สภานสพ.ยุคหลอมรวมสื่อ

สภานสพ.ยุคหลอมรวมสื่อ

16 มี.ค. 2555

สภานสพ.ยุคหลอมรวมสื่อ : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 16 มี.ค.2555

              สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ โดยคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ ได้เริ่มปฏิบัติงานในภารกิจ “ควบคุม ดูแลกันเอง” แล้ว ตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา ในสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป จากยุคผู้ประกอบการรายย่อย จนถึงยุคที่กิจการสื่อกลายเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ จากยุคที่มีการดำเนินการสื่อหนังสือพิมพ์แต่เพียงโดดๆ หรือช่องทางสารที่แยกออกจากกันอย่างชัดเจน จนมาถึงยุคของการหลอมรวมสื่อ หรือ Media Convergence การประพฤติผิดหลักการ หรือละเมิดจริยธรรมของสื่อมวลชนก็มีความสลับซับซ้อนมากขึ้น มีประเด็นที่ต้องถกเถียงและตีความมากขึ้น เช่น การผลิตและหลอมรวมเนื้อหาของสื่อในหลายแพลตฟอร์ม ที่ก้าวข้ามทั้งขั้นตอนของการบรรณาธิกรณ์ และทั้งไม่ได้ผูกติดไว้กับสื่อหนังสือพิมพ์อีกต่อไป เช่นนี้จะควบคุม ดูแลกันอย่างไร
 
              เมื่อช่วงปีที่ผ่านมา เครือมติชนได้ลาออกจากภาคีสมาชิกผู้ก่อตั้งสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ หลังจากมีการแต่งตั้งคณะกรรมการอิสระสอบสวนกรณีเมลฉาว และปรากฏผลสอบสวนที่สร้างความสงสัยให้แก่เครือมติชนว่า เป็นการสอบสวนที่เลยธงคำตอบ และไม่เป็นธรรมสำหรับผู้ถูกกล่าวหาหรือไม่ ในเวลาใกล้เคียงนั้นเอง ก็มีองค์กรสมาชิกบางองค์กรขอลาออกจากการสังกัดสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติด้วย ข้อสงสัย ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรเป็นเรื่องที่ต้องพิสูจน์ และถกเถียงกันต่อไป แต่การปรากฏขึ้นของรูปแบบข้อกล่าวหาว่าสมาชิกองค์กรสื่อภายใต้สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ทุจริตในหน้าที่ มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับนักการเมือง ในสื่ออิเล็กทรอนิกส์นั้น เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ชี้ว่า โครงสร้างการทำงาน ระเบียบ ข้อบังคับต่างๆ ที่ใช้มากว่า 10 ปีนั้น จะต้องมีการปฏิรูปกันขนานใหญ่ ในขณะที่ปรากฏิการณ์มติชน ก็มีแง่มุมให้คิดทั้งบวกและลบ
 
              ในแง่ลบ มีคนจำนวนไม่น้อยตั้งคำถามว่า การมีอยู่ของสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ เป็นประโยชน์ต่อใคร หรือไม่ อย่างไร เพราะหากตัดสินหรือดำเนินการใดที่ไปกระทบกับสมาชิก องค์กรสมาชิกนั้นก็จะลาออก ทำให้ไม่สามารถควบคุม ดูแลกันได้อีก โดยเฉพาะผู้บริโภค จำนวนเรื่องร้องเรียนที่ลดน้อยลงในระยะหลัง แปลว่าคนมีความคาดหวังในสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติน้อยลง ในแง่บวกปรากฏการณ์มติชน ก็ทำให้คนจำนวนมากที่ไม่เคยใส่ใจหรือรู้จักสภาการหนังสือพิมพ์ฯมาก่อน ก็ทำให้คนรู้จักสภาการหนังสือพิมพ์ฯมากขึ้น แม้จะไม่เข้าใจบริบทของการก่อเกิดสภาการหนังสือพิมพ์ฯ และไม่เข้าใจบทบาทหน้าที่ ความสำคัญของสภาวิชาชีพแห่งนี้ชัดเจนมากนักก็ตาม ในรอบปีที่ผ่านมา นอกจากเครือมติชนแล้ว ยังมีหนังสือพิมพ์อีก 2 ฉบับ ลาออกจากสภาการหนังสือพิมพ์ฯ และในจำนวนนั้นกำลังยื่นเรื่องเพื่อขอกลับมาเป็นภาคีสมาชิกอีกครั้ง
 
              แม้จะสูญเสียภาคีสมาชิกผู้ก่อตั้ง และสมาชิกบางองค์กรไป แต่สมาชิกซึ่งอยู่ในกลุ่มสื่อกระแสหลัก ที่มีอิทธิพลต่อสังคมนี้ เช่น ไทยรัฐ เดลินิวส์ โพสต์ เนชั่น ฯลฯ ก็ยังคงรวมตัวกัน เป็นกำลังหลักในสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติต่อไป และยังเชื่อมั่นในแนวทาง ควบคุม ดูแลกันเอง เพื่อป้องกันการแทรกแซงจากอิทธิพลภายนอก แต่ขณะเดียวกัน ก็ไม่อาจมองข้ามความเป็นจริงที่องค์กรสื่อมิได้มีความเป็นเอกภาพเหมือนแต่ก่อน ความคิดในเชิงอุดมการณ์ถูกทำให้แยกออกเป็นส่วนๆ องค์กรสื่อบางองค์กรกลายเป็นสื่อเลือกข้างตามคำพิพากษาของสังคม ความเกลียดชังของคนต่างขั้วในสังคม ได้ลากดึงสื่อเข้าไปในวังวนของความเกลียดชังนั้นด้วย สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติจะดำรงอยู่ได้อย่างไรในสถานการณ์เช่นนี้ นี่เป็นภาระที่หนักหน่วงและต้องตอบโจทย์ให้ได้ชัดเจน หาไม่แล้วก็ไม่จำเป็นสำหรับการมีอยู่ของสภาการหนังสือพิมพ์ฯ