
'รู้เขาหลอก แต่เต็มใจให้หลอก'
'รู้เขาหลอก แต่เต็มใจให้หลอก' : ขยายปมร้อน โดย สมถวิล เทพสวัสดิ์
ถือเป็นความพยายามอย่างต่อเนื่องในการนำตัว "ทักษิณ ชินวัตร" กลับบ้าน
หากไปถาม "ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง" รองนายกรัฐมนตรี ก็จะพูดเสียงดังฟังชัด "เป็นนโยบายที่หาเสียงไว้กับประชาชน"
แต่การกลับมาครั้งนี้จะต้องถูกดำเนินคดีที่ดินรัชดา หรือไม่ "ดอกเตอร์" ด้านกฎหมาย ยังคงพูดคำเดิมว่า "ทักษิณ ไม่ได้ทำผิดกฎหมาย เพียงแต่ทำสิ่งที่กฎหมายห้าม"
นี่ถือเป็นลีลาพลิ้วของนักกฎหมายที่เลือกใช้พูดได้กับเฉพาะกลุ่มคนบางกลุ่มเท่านั้น !
ในวันนี้อาจถือได้ว่าการนำตัว "ทักษิณกลับบ้าน" เป็นนโยบายเร่งด่วนของพรรคเพื่อไทย เพราะหากลำดับเหตุการณ์ตั้งแต่รัฐบาลเริ่มทำงานจะมี "กลเม็ด" ที่เกี่ยวเนื่องกับ "ทักษิณ"
ตั้งแต่เรื่องการ "ซิกแซก" จะขอพระราชทานอภัยโทษให้แก่ "ทักษิณ" ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี โดยที่ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" นายกรัฐมนตรี ซึ่งมีฐานะเป็น "น้องสาว" ติดภารกิจอยู่ต่างจังหวัดไม่สามารถเดินทางมาร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีในครั้งนั้นได้
เพื่อหลีกเลี่ยงมติที่เกี่ยวกับ "ผลประโยชน์ทับซ้อน"
แต่ความลับไม่มีในโลก มีคนนำข้อมูลมาเปิดเผยต่อสื่อจนเป็นข่าวใหญ่โตต้องถอนเรื่องออกไป
มีความพยายามอย่างต่อเนื่อง แม้กระทั่งการปรับปรุงห้องขังให้แยก "นักโทษการเมือง" ออกจากนักโทษคดีอาญาทั่วไป หรือแนวคิด "ติดแอร์รถผู้ต้องขัง" ก็ถือเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นช่วงที่มีข่าวว่า "ทักษิณ" จะเดินทางกลับประเทศ
จนมีเสียงแซวในวงการว่า "ปรับคุกรอนาย"
แต่เมื่อเกิดกระแสสังคมให้ความสนใจเรื่องการเดินทางกลับของ "ทักษิณ" ก็เงียบหายไปอีกครั้งหนึ่ง มีเพียงข่าวมาเยือนแค่ประเทศเพื่อนบ้านเท่านั้น
แต่ก็ใช่ว่าสิ่งที่ "กระทรวงยุติธรรม" ทำไว้จะสูญเปล่า เพราะการปรับปรุงห้องขังก็ได้นำไปใช้แยกห้องขังให้แก่ "นักโทษการเมือง"
เมื่อความพยายามของ "ฝ่ายบริหาร" ไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ จึงต้องปรับยุทธวิธีผ่านทาง "ฝ่ายนิติบัญญัติ"
ทุกอย่างจึงพุ่งตรงไปที่ "การแก้ไขรัฐธรรมนูญ" และการแก้ไขกฎหมายที่จะออกมาในรูปของ "พระราชบัญญัติ"
แม้ว่ากระบวนการจะล่าช้าแต่ว่า "ข้อครหา" น้อยกว่าการเสนอใช้ช่องทางผ่าน "ฝ่ายบริหาร" ที่มี "น้องสาว" เป็นผู้นำรัฐบาล
ขณะที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญแม้ว่าจะมีภาคประชาชนมาร่วมยื่นร่างขอแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ถึง 3 กลุ่ม แต่สุดท้ายทางรัฐบาลก็เลือกที่จะใช้ร่างแก้ไขของรัฐบาลเป็นหลัก
เมื่อเริ่มประชุมก็มักเกิดข้อถกเถียงเรื่องการแก้ไขในหมวดพระมหากษัตริย์, ศาลและองค์กรอิสระ รวมทั้งนิรโทษกรรม ทำให้ทั้ง 3 ประเด็นต้องแขวนไว้ก่อนไปหารือเนื้อหาในส่วนอื่น เพราะส่วนใหญ่เริ่มมีความไม่ไว้ใจเป้าหมายในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้
ขณะเดียวกันการทำงานของ "คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ สภาผู้แทนราษฎร" ที่มี "บิ๊กบัง" พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคมาตุภูมิ เป็นประธาน ก็เริ่มมีเสียงวิจารณ์กระบวนการทำงานมากขึ้น
ทั้งที่แรกเริ่มเสียงส่วนใหญ่โดยเฉพาะส.ส.รัฐบาล พากันคัดค้านชื่อของ "บิ๊กบัง" ที่มานั่งเป็นประธานชุดปรองดอง เพราะมองว่าเคยอยู่ในขบวนการ "ยึดอำนาจรัฐบาลทักษิณ" มาก่อน
แต่ก็มีเสียงจาก "รองนายกรัฐมนตรี" คนหนึ่งบอกว่า "ในเมื่อเป็นเหมือนจุดเริ่มของปัญหา ก็ควรให้บิ๊กบังเป็นคนเข้าไปแก้ไขปัญหา"
บทบาทการเคลื่อนไหวของ "บิ๊กบัง" ทั้งงานในสภาและในฐานะประธานชุด "ปรองดอง" จึงมีบริบทที่น่าสนใจ
ครั้งหนึ่งชื่อของ "บิ๊กบัง" ไปปรากฏอยู่ในรายชื่อที่ร่วมยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ในส่วนของ "พรรคชาติไทยพัฒนา" ก็ให้หลายฝ่ายสับสนในบทบาททางการเมืองของ "บิ๊กบัง"
ขณะที่การทำงานในฐานะประธานชุด "ปรองดอง" ที่หลายฝ่ายได้ฝากความหวังไว้ ทางกรรมาธิการก็ได้ดึงสถาบันพระปกเกล้ามาช่วยศึกษาแนวทางปรองดอง
ถึงขั้นเคยเสนอให้ "สถาบันพระปกเกล้า" ยกร่างแก้ไขกฎหมายหากพบว่ากฎหมายฉบับใดมีปัญหา แต่ "สถาบันพระปกเกล้า" ปฏิเสธ เพราะเห็นว่ากระบวนการออกกฎหมายเป็นหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ต่อมา "กรรมาธิการชุดปรองดอง" ได้ขอให้ "สถาบันพระปกเกล้า" ไปทำรายงานการวิจัยเรื่อง การสร้างความปรองดองแห่งชาติ โดยเนื้อหาบางส่วนทำให้หลายฝ่ายติดใจโดยเฉพาะในประเด็น "การให้นิรโทษกรรมคดีที่เกี่ยวกับการชุมนุมทางการเมือง ผู้ที่ร่วมชุมนุมทุกฝ่าย"
และประเด็น การดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาจากการตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) โดยให้ผลการพิจารณาของ คตส.สิ้นสุด และโอนคดีทั้งหมดให้ ป.ป.ช.ดำเนินการใหม่ ตามกระบวนการยุติธรรมปกติ แต่ไม่กระทบกับคดีที่ถึงที่สุดแล้ว รวมทั้งให้เพิกถอนผลทางกฎหมายที่ดำเนินการโดย คตส.ทั้งหมดและไม่นำคดีที่อยู่ระหว่างกระบวนการและที่ตัดสินไปแล้วมาพิจารณาอีก
ซึ่งหลายฝ่ายมองว่า การโละคดีที่ดำเนินการโดย คตส.ทั้งหมด ดูเหมือนนิรโทษกรรม !
เพราะในรายงานฉบับนี้ได้ส่งแบบสอบถามไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้น ดังนั้น ทางออกของปัญหาเสียงส่วนใหญ่จึงออกมาในแนวนิรโทษกรรมความผิดของตัวเอง
และการที่ "บิ๊กบัง" จะนำผลงานการวิจัยชุดนี้สรุปเป็นความเห็นเพื่อเสนอรายงานต่อสภาผู้แทนราษฎรก่อนที่จะนำเสนอรัฐบาลต่อไป
จึงเกิดคำถามตามมาว่า "บิ๊กบัง" จะตอบข้อสงสัยของกลุ่มคนที่คัดค้านได้อย่างไรว่า รายงาน "ปรองดอง" ของสถาบันพระปกเกล้า ที่ "บิ๊กบัง" กำลังจะรวบรวมเสนอต่อสภา จะไม่กลายเป็นเครื่องมือในรูปแบบของ "พ.ร.บ.นิรโทษกรรม"
ที่พรรคเพื่อไทยกำลังจะนำไปใช้เพื่อพา "ทักษิณ" กลับบ้าน !
............
(หมายเหตุ : 'รู้เขาหลอก แต่เต็มใจให้หลอก' : ขยายปมร้อน โดย สมถวิล เทพสวัสดิ์)



