คอลัมนิสต์

'สองคน'บนทางฝันสีขาว

'สองคน'บนทางฝันสีขาว

14 มี.ค. 2555

'สองคน'บนทางฝันสีขาว: มนุษย์สองหน้า โดย แคน สาริกา

            ทัศนะทางการเมืองของนักธุรกิจสองคนบนเวทีเดียวกัน แต่ต่างวันต่างวาระ ยังเป็นหนังเรื่องเดิมที่ "ขบวนการธงเขียว" เคยรณรงค์แคมเปญธรรมาภิบาลสังคม หรือการเมืองที่ "ไม่เอานักเลือกตั้ง" มาตั้งแต่ปี 2540
 
            ปรีดา เตียสุวรรณ์ จึงขึ้นเวทีภาคีเครือข่ายสยามสามัคคี แสดงจุดยืนต้าน "เผด็จการทุนสามานย์"
 
            เช่นเดียวกับ ณรงค์ โชควัฒนา ขึ้นเวทีเสวนาของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ก็บอกกันชัดๆ ว่า รังเกียจ "เผด็จการเลือกตั้ง"
 
            นักธุรกิจสองคนนี้คิดตรงกัน "ประชาธิปไตยไม่ใช่แค่การเลือกตั้ง" และประชาธิปไตยที่แท้จริง ไม่จำเป็นต้องมีพรรคการเมือง มีการเลือกตั้งก็ได้
 
            "ปรีดา" ผู้ก่อตั้งบริษัทแพรนด้าจิวเวลรี่ ทำธุรกิจเครื่องประดับอัญมณีส่งออก และได้ร่วมก่อตั้งเครือข่ายธุรกิจเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ภาคพื้นเอเชียในประเทศไทย (Social Venture Network Asia) และเขาเป็นนักธุรกิจรุ่นแรกๆ ที่สนใจเรื่อง CSR (Corporate Social Responsibility) ซึ่งเป็นกระแสความคิดที่ให้บริษัทใหญ่ๆ หันมาแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม
 
            หลังเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 ปรีดาเริ่มมีบทบาทเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตย โดยเข้าร่วมทำกิจกรรมกับ "กลุ่มเพื่อนอานันท์" และสนับสนุน "ชมรมนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตย"
 
            เมื่อ "อานันท์" เป็นประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ 2540 ปรีดาและผองเพื่อนก็เคลื่อนขบวนการธงเขียวดุจลมใต้ปีก เพื่อให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมรัฐสภา
 
            แล้วการล่มสลายของเศรษฐกิจในปี 2540 ก่อให้เกิดการรวมตัวของนักธุรกิจและพนักงานบริษัทเอกชน เพื่อขับไล่รัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ หรือที่รู้จักกันในนาม "ม็อบสีลม" ซึ่งก็มีปรีดาร่วมเป็นแกนนำอยู่ด้วย
 
            ส่วน ณรงค์ โชควัฒนา ลูกชายนายห้างเทียม โชควัฒนา แห่งอาณาจักรสหพัฒนพิบูล ไม่มีวี่แววว่าจะสนใจการเมืองมาก่อน ซึ่งครั้งหนึ่งเขาให้สัมภาษณ์ว่า "พรรคการเมืองไม่เคยมาขอเงินผม เพราะผมอยู่ในธุรกิจที่แข่งขัน ครอบครัวผมและตัวผมไม่เคยอยู่ในธุรกิจผูกขาดและไม่เคยขายของอะไรให้รัฐได้เลย ตั้งแต่คุณพ่อตั้งบริษัทมา ไม่เคยขายสัมปทาน หรือขายของให้รัฐได้สักอย่าง"
 
            กลางปี 2543 "ณรงค์" ได้แหกกฎนายห้างเทียมว่า การทำธุรกิจห้ามยุ่งกับการเมืองโดยเด็ดขาด โดยออกมาเคลื่อนไหวโจมตีนโยบายขายสินทรัพย์ให้แก่ทุนต่างชาติของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์
 
            ณรงค์มีความเชื่อเรื่องการเมืองเชิงศีลธรรม คล้ายแนวคิดบุญนิยมของสันติอโศก จึงหนุนกลุ่มพันธมิตรต้านระบอบทักษิณ และได้รับการแต่งตั้งเป็น สนช.หลังการรัฐประหาร 2549
 
            จะว่าไปแล้ว ณรงค์ต่างจากปรีดาในแง่อุดมการณ์ความคิดอยู่บ้าง เนื่องจากเสี่ยแพรนด้าฯ ยังติดกลิ่นอายเสรีนิยม ส่วนลูกชายนายห้างเทียมจะออกโทนอนุรักษนิยมมากกว่า 
 
            กล่าวถึงที่สุด ปรีดากับณรงค์ ก็เห็นว่าการยึดอำนาจของทหาร เพื่อล้างนักการเมืองชั่ว ยังเป็นประชาธิปไตยมากกว่าการเลือกตั้ง ส.ส.หรือการเลือกตั้งในกติกาของทุนสามานย์
 
            ฉะนั้นใครที่ฝันหวานเรื่องปรองดอง ต้องกระชากฝันคืนกลับมาสู่โลกความเป็นจริงเสียโดยเร็ว!