คอลัมนิสต์

วิกฤติค่าครองชีพ

วิกฤติค่าครองชีพ

14 มี.ค. 2555

วิกฤติค่าครองชีพ : บทบรรณาธิการประจำวันที่14มี.ค.2555

            ปัญหาราคาน้ำมันกำลังคุกคามประชาชนคนไทยทุกคน เพราะราคาน้ำมันทั้งเบนซินและดีเซลปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งราคาก๊าซ ทั้งเอ็นจีวี และแอลพีจี ที่เข้าสู่ระบบปรับราคาแบบเป็นขั้นเป็นตอนไปเรียบร้อยแล้วนั้น กระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อราคาน้ำมันกระทบต่อค่าขนส่งสินค้า ต้นทุนการผลิตสินค้าก็เพิ่มสูงขึ้น ประชาชนซึ่งเป็นผู้บริโภคในส่วนท้ายของห่วงโซ่ก็หนีไม่พ้นต้องแบกรับภาระทั้งหมด
 
            ถึงแม้ว่ารัฐบาลพยายามจะปรับรายได้ของประชาชนจากที่รายได้ขั้นต่ำให้ได้วันละ 300 บาท จบปริญญาตรีเริ่มที่ 15,000 บาท นั่นกลับทำให้เกิดผลทางจิตวิทยารุนแรงกว่าสภาพความเป็นจริงที่ยังไม่ทันได้เริ่มต้นเสียด้วยซ้ำไป (เพราะกำหนดไว้ที่เดือนเมษายน) บรรดาโรงงานอุตสาหกรรมเริ่มวางแผนเพื่อรับมือรายได้ขั้นต่ำ 300 บาท ด้วยการตัดสวัสดิการบางอย่าง โดยอ้างว่าเพื่อให้โรงงานอยู่รอดไปกับพนักงานไปด้วย ซึ่งเมื่อหักลบกันแล้วลูกจ้างรายวันแทบไม่มีรายได้เพิ่ม แต่กลับต้องใช้เงินจับจ่ายซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มมากขึ้น เพราะผู้ผลิตอ้างว่ามีต้นทุนสูงขึ้น
 
            นับตั้งแต่รัฐบาลยกเลิกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเพื่อกระชากค่าครองชีพของประชาชนลงมา แต่เมื่อราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องจนน้ำมันดีเซลทะลุ 32 บาทไปแล้ว ยังไม่เห็นมาตรการที่ชัดเจนว่ารัฐบาลจะทำอะไรบ้าง ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว อาจจะมีกระทรวงพาณิชย์ที่พยายามออกมาตรการควบคุมข้าวแกง หรือราคาหมูที่เขียงในตลาด แต่ก็ไม่ได้ผลเท่าใดนัก เพราะหากขายตามราคาที่กำหนดพ่อค้าหมูก็บอกอยู่ไม่ได้เหมือนกัน
 
            น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี อาจจะใจเย็นเป็นน้ำแข็งสำหรับปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนจากกรณีนี้ จึงให้สัมภาษณ์ล่าสุดทำนองว่า ยังคงรอ นายอารักษ์ ชลธารนนท์ รมว.พลังงาน ที่ยังคงทำงานอย่างใกล้ชิด เพื่อหาวิธีการและแนวทาง ถ้ามีข้อสรุปคงจะแจ้งให้ประชาชนทราบต่อไป ทั้งที่ในวันที่น้ำมันดีเซลทะลุ 32 บาทต่อลิตร ไปแล้ว ประชาชนจะต้องเห็นมาตรการที่ชัดเจน เพื่อชี้ทางให้พวกเขาเอาตัวรอดจากภาวะที่ใกล้ถึงจุดวิกฤติเช่นนี้
 
            ถึงนาทีนี้แล้วรัฐบาลควรจะเลิกทิฐิแล้วไปยอมรับความจริงว่า มาตรการกระชากค่าครองชีพด้วยการยกเลิกกองทุนน้ำมันนั้น อาจจะไม่ถูกไม่ควรในภาวะเช่นนี้ และกำลังจะทำให้กลไกการแก้ปัญหาของรัฐเหลือน้อยลง จนอาจต้องปล่อยไปตามบุญตามกรรม จากนั้นก็เร่งรณรงค์มาตรการประหยัดน้ำมันให้จริงจัง ส่วนเรื่องพลังงานทดแทนก็ไม่ต้องไปสนใจว่าใครริเริ่ม เพราะเมื่อจวนตัวกันขนาดนี้แล้วก็ควรจะส่งเสริมกันอย่างจริงจังอย่างที่นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์เอาไว้
 
            สถานการณ์โลกที่ไม่ปกติ กระทบต่อราคาน้ำมันซึ่งเป็นสิ่งที่บ้านเราไม่สามารถควบคุมได้ หากจะเอาตัวรอดจากสถานการณ์เช่นนี้ รัฐบาลจะต้องเป็นผู้นำทาง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะนัดประชุมหารือเพื่อออกมาตรการกันตามวาระไม่ได้แล้ว เพราะค่าครองชีพเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ประชาชนกำลังเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส