คอลัมนิสต์

แบไต๋ให้เห็นกันชัดๆ

แบไต๋ให้เห็นกันชัดๆ

13 มี.ค. 2555

แบไต๋ให้เห็นกันชัดๆ : ขยายปมร้อน โดย ศรุติ ศรุตา

             การที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ระบุว่าจะนำ ทักษิณ ชินวัตร กลับไทย แล้ว นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้เป็นน้องสาวจะบอกว่าเป็นความเห็นส่วนตัวก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
 
              เพราะจะว่าไป ไม่ว่าจะใช้วิธีการไหนมันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนพลิกฝ่ามือที่จะเอาทักษิณกลับมาโดยที่ไม่ต้องมาติดคุก
 
              แต่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ก็ไม่ได้ปิดกั้น "กระบวนการ" เสียทีเดียว เพราะนายกฯ ยิ่งลักษณ์พูดเปิดทางเอาไว้ว่า "กระบวนการทั้งหมดต้องอยู่ที่รัฐสภา ไม่ได้อยู่ที่คนใดคนหนึ่ง"
 
              หากมองเพียงแค่ว่า การแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนหา สสร. ใครที่กังวลใจกับเรื่องทักษิณ จึงเป็นการมองที่ไกลเกินไป มองที่เร็วเกินไปจริงๆ
 
              แต่จะไปปิดกั้นไม่ให้การคาดการณ์เอาไว้ล่วงหน้าว่าจะออกมาอย่างนี้ ก็เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ในเมื่อแค่มองดูที่มาของ สสร.นั้นมันก็บอกอะไรต่อมิอะไรได้หมดแล้ว
 
              รวมทั้งที่บอกว่า เป็นหน้าที่ของสภา ที่เสียงส่วนใหญ่ในสภาก็คือเสียงของรัฐบาล
 
              ความกังวลที่ว่าไม่ใช่การค้านหรือไม่ยอมรับกระบวนการประชาธิปไตย
 
              เสียงข้างมากในสภาหากใช้โดยไม่มีคุณธรรม ไม่อยู่บนหลักนิติธรรมมันก็คือเผด็จการรัฐสภาดีๆ นี่เอง
 
              สำหรับ ทักษิณ นั้น ปลายปีนี้ก็อาจจะ "เร็วไป" สำหรับการกลับสู่แผ่นดินแม่
 
              เพราะสถานการณ์การเมืองหลังจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญเริ่มนับหนึ่ง สภาพสังคมที่แตกแยกกันอยู่ก็เริ่มทำการสะสมกำลังภาคประชาชน
 
              กลุ่มที่ไม่เอาทักษิณนั้น ประกอบด้วยกลุ่มที่มีสายสัมพันธ์อันดีกับประชาธิปัตย์ และกลุ่มที่ไม่เอาประชาธิปัตย์ ซึ่งคนพวกนี้ "เอาแน่" แต่ไม่รู้จะ "เอาอยู่" หรือเปล่า เพราะแล้วแต่ว่าสถานการณ์ "จุดติด" แล้วหรือไม่
 
              แต่หาก ทักษิณ เอาจริง ทำจริง และมาจริง ก็เชื่อว่า ไปไวเสียยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง
 
              มองในมุมหน่วยความมั่นคง การกำหนดความเคลื่อนไหวของ ทักษิณ ว่าจะเกิดขึ้นในช่วงปลายปี ก็เพื่อจะเป็นการกระตุ้นกระแสหนุนทักษิณ ประการหนึ่ง และเป็นการกระตุ้นกระแสต้านให้เปิดหน้าเข้าหาสปอตไลท์ เพื่อจะได้รู้ว่า ใคร? แค่ไหน?
 
              เพื่ออะไร?
 
              ก็เพื่อว่าจะต้องจัดการกับเรื่องราวอื่นอะไรแค่ไหน เพื่อให้เกิดการยอมรับมากกว่าการต่อต้านคัดค้าน
 
              นั่นคือทำให้มีการมองไปที่อำนาจตุลาการอย่างที่เคยถูกแย้มออกมาในก่อนหน้านี้แล้วว่า ศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ ยังจำเป็นที่จะ "เป็นอิสระ" อยู่อีกไหม
 
              ข้อเสนอให้มายึดโยงกับตัวแทนประชาชนคือข้อเสนอที่คมคาย และเรียกเสียงเฮ จากนักประชาธิปไตยจ๋าทั้งหลายที่มีพื้นฐานคิดเดิมอยู่แล้วว่า การเข้าคูหากาบัตรเลือกตั้งคือห้วงเวลาที่เราจะ "เอาคืน" นักการเมืองได้อย่างรุนแรงเจ็บแสบที่สุด หลังจากที่ยอมทนทุกข์ให้นักการเมืองทำทารุณประเทศ-ประชาชน มาจนครบ 4 ปี
 
              นอกจากอำนาจตุลาการแล้ว ที่เหลือก็คงหนีไม่พ้นที่จะต้องหาวิธีการอย่างไรเพื่อให้อำนาจนอกรัฐธรรมนูญจากกองทัพ ไม่เข้ามายุ่มย่ามกับการเมือง
 
              ทำอย่างไรไม่ให้กองทัพเชื่อฟังคำสั่งอำมาตย์ใหญ่มากกว่ารัฐบาลที่มาจากประชาชน
 
              ทำอย่างไรที่จะให้อำมาตย์ใหญ่ได้รู้ว่า ปีใหม่แต่ละวาระนั้นไม่จำเป็นที่จะต้องไปพูดจาปลุกเร้าให้ ผบ.เหล่าทัพฮึกเหิม จนทำท่าว่าจะไม่เห็นผู้แทนประชาชนอยู่ในสายตา
 
              และทำอย่างไรที่จะให้บรรดา "ขุนทัพ" เหล่านั้นได้สำเหนียกถึงพลังอำนาจของประชาชนที่ได้รับเลือกมาแล้วก็ต้องสามารถสั่งซ้ายหัน-ขวาหัน ได้ทั้งกองทัพ
 
              เป็นกองทัพของประชาชน ไม่ใช่กองทัพที่คอยเขย่าขวัญประชาชนแบบที่ผ่านมา
 
              หากหมดสิ้น "ภัยคุกคาม" ที่ว่านี้เมื่อไหร่ ก็เมื่อนั้น
 
              นุ่งผ้าขะม้ายิ้มหน้าบานลงจากเครื่องบินที่สุวรรณภูมิก็คงมีคนเป็นแสนไปแหนแห่
 
              ส่วนกฎกติกามารยาทนั้นไม่ต้องพูดถึง ในเมื่อมีเสียงส่วนใหญ่ในสภาคุมไว้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ
 
              จะแก้ตรงไหนอย่างไร เพื่อให้เป็นแบบไหน มันยากเพียงแค่พลิกฝ่ามือ
 
              อย่าถามว่านี่คือประชาธิปไตยไหม ก็ในเมื่อใช้เสียงข้างมากกันเห็นๆ
 
              ก็อย่างที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์พูดเอาไว้ "กระบวนการทั้งหมดต้องอยู่ที่รัฐสภา ไม่ได้อยู่ที่คนใดคนหนึ่ง"
 
              เหมือนจะปฏิเสธ แต่บางคนก็เรียกว่า นี่มันแบไต๋ให้เห็นกันชัดๆ

........

(หมายเหตุ : แบไต๋ให้เห็นกันชัดๆ : ขยายปมร้อน โดย ศรุติ ศรุตา)