
ขอเป็นเพียงจ่าตำรวจ
"คุณศึกษาผม ผมก็ศึกษาคุณเหมือนกัน" นายตำรวจพูดสอดคล้องกับสิ่งที่ดิฉันถูกสอนให้สำนึกเสมอว่า ในขณะที่เราทำการศึกษาชาวบ้านอยู่นั้น เขาก็ศึกษาเรียนรู้เราอยู่ด้วยเช่นกัน
นายตำรวจเรียนรู้ว่าเขาควรจะบอกอะไรแก่นักวิจัยอย่างดิฉัน ควรจะให้ข้อมูลอะไรและไม่ควรให้ข้อมูลอะไร ในขณะเดียวกันดิฉันก็เรียนรู้ว่า ดิฉันจะต้องทำอย่างไรให้เหล่าบรรดานายตำรวจยอมรับและวางใจที่จะบอกเล่า แลกเปลี่ยน เรียนรู้ และถ่ายทอดความรู้ ความรู้สึกของพวกเขาแก่ดิฉันด้วยความยินยอมพร้อมใจ มิใช่รู้สึกว่าถูกบังคับ ขืนใจ
ข้อสงสัยมากมาย ความเข้าใจผิดที่มีต่อนักวิจัยผู้หญิง ผู้ที่อาจหาญนำตัวเองเข้ามาคลุกคลีใกล้ชิดกลุ่มนายตำรวจเพิ่มพูนประสบการณ์ในการทนทานต่อความไม่เข้าใจที่ผู้อื่นมีต่อการทำงานวิจัยของดิฉันเพิ่มขึ้น ถึงแม้ว่าดิฉันจะเคยได้รับประสบการณ์เช่นนี้มาแล้วเมื่อยามที่ศึกษาโลกความรุนแรงของวัยรุ่น ในครั้งนั้นชาวบ้านพูดซุบซิบกันว่าดิฉันมีความสัมพันธ์กับเด็กวัยรุ่น
“เป็นอาจารย์ได้ยังไง วันๆ เห็นคลุกอยู่กับไอ้พวกเด็กเหลือขอ เอาแต่ขี่รถมอเตอร์ไซค์ร่อนไปร่อนมา”
ความท้อแท้ถูกเสริมพลังใจผ่านคำพูดของเด็กที่ถูกคนในสังคมมองว่าเหลือขอ ที่ว่า "สักวันพวกเขาก็จะเข้าใจพี่เองแหละ อย่าไปสนใจเลย"
ตัวตนของนักวิจัยคือเครื่องมือที่สำคัญ ดิฉันเริ่มทบทวนตรวจสอบตนเองเพื่อเตรียมตัวก้าวเข้าสู่โลกของตำรวจ โลกของกลุ่มคนที่ดิฉันเคยมีความรู้สึกที่ไม่ดีนัก
ในห้วงเวลาแรกๆ ดิฉันใช้เทคนิคการสัมภาษณ์ พูดคุยเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับโครงสร้าง บทบาท ภาระหน้าที่ต่างๆ ขององค์กรตำรวจ การใช้ชีวิตส่วนใหญ่ร่วมกันทำให้ความรู้สึกของกลุ่มนายตำรวจที่มีต่อดิฉันเปลี่ยนแปลงไป
“แรกๆ รู้ว่าเป็นอาจารย์มาทำวิจัย ไม่ชอบเลย แต่ตอนนี้รู้สึกว่ามีลูกน้องเพิ่มขึ้นอีกคน” สารวัตรสืบบอกเล่าความรู้สึกที่มีต่อนักวิจัยผู้หญิงผู้มีดีกรี เป็นถึงผู้ช่วยศาสตราจารย์ดอกเตอร์ แต่ทำหน้าที่เทียบเท่าจ่าตำรวจ ที่คอยขับรถให้สารวัตรตรวจพื้นที่ เฝ้าจุดตามคำสั่งของสารวัตรอย่างเคร่งครัดและกระตือรือร้น รวมถึงทำข้อมูล ทำรายงานตามคำสั่งนายอย่างประณีต พิถีพิถัน ทำทุกอย่างตามแต่บรรดานายๆ จะสั่ง รวมถึงทำกับข้าวเลี้ยงผู้ต้องหาที่ถูกจับมา ทั้งๆ ที่ดิฉันทำกับข้าวไม่เป็น นอนเฝ้าห้องสืบในยามที่นายตำรวจทุกนายต้องออกงานเนื่องจากมีกำลังพลไม่พอ รวมไปถึงเดินตามคอยดูแลยามสารวัตรเมา
"บางครั้งคิดว่าถ้าอาจารย์เป็นผู้ชายคงจะดีกว่านี้ แต่ตอนนี้คิดว่าเป็นผู้หญิงก็ดีนะ เพราะนักวิจัยอย่างอาจารย์เป็นผู้หญิงที่เหมือนผู้ชาย แต่ยังไงๆ ช่วยแต่งตัวสวยๆ หน่อย ตำรวจชอบคนสวย" นายตำรวจพูดเย้าแหย่ดิฉันอย่างคนคุ้นเคยกัน
ผู้อ่านคอลัมน์กระดานความคิดโทรศัพท์มาคุยกับดิฉัน เริ่มต้นจากความสงสัยว่าดิฉันเป็นใครกันแน่ ทำไมเขียนเรื่องราวของตำรวจเสมือนว่าเป็นตำรวจ แต่กลับบอกว่าเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย เหล่าบรรดาผู้อ่านที่เป็นนายตำรวจส่งเสียงเตือน ไม่แตกต่างจากกลุ่มเพื่อนสนิทและคนใกล้ชิดของดิฉันด้วยวาทกรรมที่ว่า "ทำไปได้ ไม่กลัวโดนอุ้มรึไง"
แต่ก็มีเสียงที่แตกต่าง "ผมอยากให้คุณเขียน ถึงแม้ผมจะรู้ว่ามันอาจจะไม่ทำให้องค์กรของผมเปลี่ยนแปลง"
การเรียนรู้วิถีการทำงานของเหล่าบรรดานายตำรวจ นอกจากทำให้ดิฉันได้ความรู้มากมายแล้ว ยังสามารถลดความอหังการยึดติดความเป็นตัวตนของนักวิชาการอย่างดิฉันลงได้อีกด้วย
ดิฉันมีความเชื่อว่า คนที่น่านับถือคือคนที่พยายามเปลี่ยนโลกสีดำให้ความเข้มของสีดำลดลง
หากไม่เข้าไปอยู่ร่วมกับกลุ่มคนในโลกสีดำ ไม่เข้าใจเขา แล้วจะได้ใจของพวกเขาได้อย่างไร
เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงใครได้ แต่เรากระตุ้นให้เขาอยากที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองได้
ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข



