
มารู้จักกฎเกณฑ์ควบคุมนายกฯในรธน.
มารู้จักกฎเกณฑ์ควบคุมนายกฯ ลงมาจนถึงเลขานุการ รมต. ซึ่งมีอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ : กระดานความคิด โดยพล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์
คณะกรรมการเยียวยาผู้เสียหายและผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้พิจารณาข้อยุติเรียบร้อยแล้ว ที่จะเยียวยาคนที่ได้รับผลกระทบออกเป็น 4 กลุ่มด้วยกัน แต่คนในพื้นที่กลับโต้แย้งว่า การเยียวยาอย่างเดียวไม่ได้ทำให้เกิดการปรองดองขึ้นแน่นอน การติดตามหาตัวคนที่ทำผิดมาลงโทษกลับเป็นเรื่องที่สำคัญกว่า โดยเฉพาะกรณีกรือเซะและตากใบ ซึ่งหมายความถึงการกระทำที่ก่อให้เกิดปัญหาความรุนแรงในพื้นที่ภาคใต้ขึ้นมาเป็นครั้งแรกในช่วงที่คุณทักษิณ เป็นนายกฯ ซึ่งจะต้องมีบุคคลออกมารับผิดบ้าง ไม่ใช่เอาแต่เงินโยนลงมาปิดปาก แต่สาเหตุที่ไม่มีคนรับผิดชอบ เป็นเพราะในสมัยนั้นยังไม่มีองค์กรอิสระอะไรที่มาควบคุมดูแลเรื่องจริยธรรมของข้าราชการ ทั้งมาจากนักการเมืองและข้าราชการประจำ เรื่องจึงเงียบหายไป แต่ในข้อเท็จจริงแล้ว ถ้าไล่เบี้ยกันให้ดีแล้วก็จะรู้ว่า “ใครเป็นคนสั่ง” ให้ปฏิบัติ เมื่อไม่มีระบบตรวจสอบ นักการเมืองที่ขาดจริยธรรมจึงหลุดรอดไปได้
รัฐธรรมนูญปี 50 จึงกำหนดเรื่องจริยธรรมของข้าราชการการเมืองขึ้นในมาตรา 279 โดยให้ผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นผู้ตามสอบจริยธรรมของข้าราชการการเมือง ต่อมานายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น ก็ออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยประมวลจริยธรรมของข้าราชการการเมือง พ.ศ. 2551 ขึ้นมารองรับการควบคุมจริยธรรมของนักการเมือง เพื่อให้ได้คนดีมีคุณธรรมมาบริหารบ้านเมือง ขอยกตัวอย่างหมวดเดียวเฉพาะค่านิยมหลักของผู้ที่จะมาเป็นข้าราชการการเมือง ซึ่งกำหนดไว้ 9 ข้อว่า (1) ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (2) ยึดมั่นในคุณธรรมและจริยธรรม (3) มีจิตสำนึกที่ดี ซื่อสัตย์ สุจริตและรับผิดชอบ (4) ยึดถือประโยชน์ของชาติเหนือประโยชน์ส่วนตัวและไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน (5) ยืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้องเป็นธรรมและถูกกฎหมาย ไม่บิดเบือนข้อเท็จจริง (6) ให้บริการประชาชนด้วยความรวดเร็ว มีอัธยาศัย ไม่เลือกปฏิบัติ (7) ให้ข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชนครบถ้วน ถูกต้อง ไม่บิดเบือนข้อเท็จจริง (8) มุ่งผลสัมฤทธิ์ของงาน รักษามาตรฐาน โปร่งใส ตรวจสอบได้ (9) ยึดมั่นในหลักจรรยาของการเป็นข้าราชการการเมืองที่ดี
มาตรฐานทางจริยธรรมของข้าราชการการเมืองดังกล่าวนี้ มีใช้กันทุกประเทศที่เจริญแล้ว เมื่อชอบอ้างประชาธิปไตยก็ต้องเข้าใจว่า ประชาธิปไตยมันควบคู่มากับการมีหน้าที่และความรับผิดชอบที่จะต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ในระบอบประชาธิปไตยอย่างเคร่งครัดด้วย ไม่ใช่อะไรที่ฝ่ายการเมืองได้ประโยชน์ก็เห็นดีด้วย อะไรที่จะทำให้เสียประโยชน์ก็ไม่ยอมรับ
ลองหันกลับมาดู ตั้งแต่รัฐบาลนี้เข้ามาบริหารประเทศ ซึ่งผ่านมาได้กว่า 7 เดือนแล้ว ว่ารัฐบาลได้ทำอะไรไม่ฝ่าฝืนหลักจริยธรรมบ้าง ซึ่งยังมีกำหนดละเอียดลงไปอีกมากในระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี จึงเป็นที่เชื่อแน่นอนว่าจะต้องมีเป็น 10 เรื่องขึ้นไป ที่ไม่ได้ปฏิบัติตามหลักจริยธรรม แต่ที่ผ่านไปได้ก็เพราะไม่มีคนไปฟ้องผู้ตรวจการแผ่นดินเท่านั้น กรณีคุณถวิล เปลี่ยนศรี อดีตเลขาฯ สมช. ซึ่งถูกโยกย้ายอย่างไม่เป็นธรรมนั้น ก็ไม่ได้นำเรื่องนี้มาต่อสู้ โดยหันไปใช้การต่อสู้ทางระเบียบข้าราชการพลเรือนแทน
ตั้งแต่นี้ต่อไป ข้าราชการการเมืองจะต้องถูกเพ่งเล็งจากประชาชนเพิ่มมากขึ้น เมื่อประชาชนรู้ว่ามีกรอบจริยธรรมแบบนี้อยู่ซึ่งเป็นกติกาบังคับไม่ให้ข้าราชการการเมืองลุแก่อำนาจ ปฏิบัติราชการตามใจชอบ ไม่เคารพกฎเกณฑ์ของบ้านเมือง ฯลฯ ดังนั้นบทบาทของทั้ง รมต. และนายกรัฐมนตรีในสภา หรือในสังคมก็จะถูกตรวจสอบเพิ่มมากขึ้น และจริงจังกว่าเดิม ก่อนที่รัฐธรรมนูญมาตรานี้จะถูกฝ่ายการเมืองซึ่งบงการผ่าน สสร.ให้ยุบเลิกไปครับ
เห็นไหมการแก้รัฐธรรมนูญที่ฝ่ายการเมืองอยากแก้นักหนานั้น เห็นได้ชัดเจนว่ามุ่งไปสู่ผลประโยชน์ของฝ่ายการเมืองเพียงฝ่ายเดียว เพื่อที่จะทุจริต โกงกิน หลบเลี่ยงการตรวจสอบกันได้อย่างเปิดเผย โดยไม่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของประชาชนเลย ขอให้ร่วมมือกันตรวจสอบประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างใกล้ชิดครับ



