คอลัมนิสต์

ระวังประเทศจะลุกเป็นไฟ

ระวังประเทศจะลุกเป็นไฟ

12 มี.ค. 2555

ระวังประเทศจะลุกเป็นไฟ : บทบรรณาธิการประจำวันที่12มี.ค.2555

               อุณหภูมิการเมืองร้อนขึ้นมาเป็นลำดับ หลังจากที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ประกาศต่อหน้าข้าราชการในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบนว่า จะเป็นคนนำ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กลับประเทศไทยภายในปีนี้อย่างแน่นอนโดยไม่มีความผิด พร้อมทั้งขยายความในเวทีต่อๆ มาว่า โดยข้อกฎหมายแล้วไม่ได้กระทำความผิด แต่ทำในสิ่งที่กฎหมายห้าม ส่วนจะกลับมาด้วยวิธีการใดนั้นกำลังพิจารณาอยู่ ทั้งยืนยันว่าจะเป็นไปตามข้อกฎหมายทุกด้าน พร้อมทั้งกล่าวติดตลกว่าหากขั้นตอนยุ่งยากมาก ก็จะให้เดินทางมาลงที่สนามบินเชียงใหม่ เพื่อกลับบ้านที่เชียงใหม่ทันที 
   
             เชื่อได้ว่าคำพูดดังกล่าวคงไม่ใช่ตลกร้ายหรือการโยนหินถามทาง แต่เป็นความพยายามของ ร.ต.อ.เฉลิม ที่หมายมั่นปั้นมือพาอดีตนายกรัฐมนตรีกลับบ้าน นับแต่ได้ประกาศเป็นนโยบายใช้หาเสียงเลือกตั้งที่ผ่านมา จวบจนกระทั่งเข้ามารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีกำกับดูแลนิรโทษกรรม ประเดิมด้วยการยกร่างพระราชบัญญัติปรองดองและแผนรองรับการเดินทางกลับไทยแล้ว เพื่อให้สังคมมีความสมานฉันท์ และปฏิเสธเสียงแข็งว่าไม่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน
   
             กลับมีเสียงสะท้อนจากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยมองว่า พรรคเพื่อไทยกำลังทำในสิ่งตรงกันข้ามด้วยการจุดชนวนแห่งความแตกแยกครั้งใหญ่ด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 เพื่อเปิดช่องให้ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับประเทศไทย โดยไม่ต้องติดคุกจากคดีที่ดินรัชดา และไม่ถูกดำเนินคดีอื่นๆ อีกทั้งยังจะได้เงิน 46,000 ล้านบาท ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองสั่งยึด เพราะมีความผิดฐานซุกหุ้นชินคอร์ป ระหว่างที่เป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมเสนอยุบองค์กรอิสระ อาทิ ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง ที่ถูกมองว่าเป็นต้นตอความวุ่นวายของปัญหา
   
             หากเป็นเช่นนั้นจริง ระบบการเมืองไทยคงไม่สามารถก้าวพ้นสู่การพัฒนาที่มาจากการปฏิรูปเพื่อประโยชน์ของปวงชนชาวไทยอย่างแท้จริงได้แน่ แต่การแก้ไขกติกามารยาทอันเกี่ยวกับการบริหารทางการเมืองนั้น เกือบทุกครั้งมักจะยึดโยงผลประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง โดยใช้อำนาจเผด็จการในรัฐสภาเป็นตัวผลักดัน สร้างความเสียหายทั้งกระบวนการนิติรัฐ กระบวนการนิติธรรม หมายความว่าต่อไปนี้คนที่ทำผิดเมื่อมีอำนาจมีอิทธิพลก็สามารถที่จะแก้รัฐธรรมนูญแก้กฎหมายมาลบล้างความผิดของตัวเองได้ ส่งผลให้คุกมีไว้ขังเฉพาะคนจน
   
             เมื่อกระบวนการยุติธรรมถูกบิดเบือนด้วยอำนาจอิทธิพลทางการเมือง ซึ่งสวนทางกับแนวทางการปรองดอง สังคมไทยคงรับไม่ได้ ความเชื่อมั่นของประเทศคงจะเสียหายยับเยิน รัฐบาลเป็นฝ่ายที่กุมอำนาจอยู่ในขณะนี้ควรตระหนักและเปิดประเด็นแห่งความสมานฉันท์อย่างแท้จริง ยึดหลักกฎหมายหลักคุณธรรม ไม่ใช่ใช้เสียงมากลากไป รอยแผลเป็นในเหตุการณ์ 19 กันยายน 2549 และการเผาบ้านเผาเมืองเมื่อปี 2553 ยังคงตอกย้ำถึงความสูญเสียของคนในชาติจนยากที่จะลืมและคงไม่มีใครอยากให้มันหวนกลับมาอีก