คอลัมนิสต์

ถอดบทเรียนหนึ่งปีสึนามิ

ถอดบทเรียนหนึ่งปีสึนามิ

10 มี.ค. 2555

ถอดบทเรียนหนึ่งปีสึนามิ : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 10 มี.ค.2555

           ในโอกาสครบรอบหนึ่งปีมหันตภัยจากแผ่นดินไหวและสึนามิที่ประเทศญี่ปุ่น ดร.พิจิตต รัตตกุล ผู้อำนวยการบริหารศูนย์เตรียมความพร้อมป้องกันภัยพิบัติแห่งเอเชีย (เอดีพีซี) ได้ถอดบทเรียนภัยพิบัติทางธรรมชาติครั้งร้ายแรงครั้งนั้นรวมทั้งบทเรียนจากภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในไทยเพื่อเตือนสติคนไทยไม่ให้ประมาท รู้จักเตรียมพร้อมที่จะรับมือกับภัยพิบัติในรูปแบบต่างๆ
 
             ไม่ว่าจะเป็นวาตภัยที่จะรุนแรงขึ้นทำให้มีฝนมากขึ้นถึงร้อยละ 30 ภัยจากรอยเลื่อนในประเทศที่มีอยู่ 13 รอยเลื่อน บางรอยเลื่อนมีการเคลื่อนไหวผิดปกติในช่วง 2 ถึง 3 เดือนที่ผ่านมา นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของภัยอุบัติใหม่ เช่น ดินถล่ม ปัญหาจากวินด์เสิร์จ ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งที่เกิดขึ้นจากลมประสานความรุนแรงกับการกัดเซาะชายฝั่งจากน้ำ เรื่องของโรคอุบัติใหม่ที่จะเกิดขึ้นตามมา เป็นต้น
 
             ขณะที่นางมาร์กาเรตา วาห์สตรอม ทูตพิเศษแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ที่ดูแลเรื่องการลดความเสี่ยงด้านภัยพิบัติได้เตือนเช่นกันว่า ขณะนี้ประชากรราวครึ่งหนึ่งของประชากรทั่วโลก 7,000 ล้านคนอยู่ในพื้นที่เสี่ยงที่จะเกิดภัยพิบัติที่มีแต่ทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยนับจากปี 2523-2548 ทั่วโลกเผชิญภัยธรรมชาติเกือบ 7,500 ครั้ง คร่าชีวิตผู้คนกว่า 2 ล้านราย และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจคิดเป็นมูลค่ากว่า 1.2 ล้านล้านดอลลาร์
 
             ที่สำคัญ นับวันหายนภัยทางเศรษฐกิจอันสืบเนื่องจากภัยพิบัติทั้งหลายกำลังกลายเป็นภัยคุกคามใหญ่หลวงของหลายประเทศ โดยเมื่อปีที่แล้ว ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นทั่วโลกได้สร้างความเสียหายมากเป็นประวัติการณ์ คิดเป็นมูลค่ากว่า 3.8 แสนล้านดอลลาร์ รวมถึงความเสียหายจากน้ำท่วมครั้งใหญ่ในไทยกว่า 4 หมื่นล้านดอลลาร์
 
             โชคดีที่ว่ายอดผู้สูญเสียชีวิตจากภัยพิบัติเหล่านั้นมีแต่ลดลงตามลำดับสะท้อนให้เห็นถึงการเตรียมความพร้อม รวมถึงการป้องกันและการบริหารงานในภาวะฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการจัดวางระบบเตือนภัยล่วงหน้าได้ดี จนสามารถบรรเทาผลกระทบจากภัยพิบัติได้
 
             เราเห็นด้วยกับข้อเสนอแนะของ ดร.พิจิตต ที่ได้ถอดบทเรียนภัยพิบัติเหล่านั้นเพื่อลดความสูญเสียให้เหลือน้อยที่สุด ทั้งในเรื่องของการสร้างเครือข่ายการเตือนภัยล่วงหน้า และมาตรการช่วยเหลือให้ทันท่วงทีซึ่งรวมไปถึงการรักษาเส้นทางคมนาคมไม่ให้ถูกตัดขาดจนไม่สามารถลำเลียงความช่วยเหลือไปถึงพื้นที่ประสบภัยได้ แต่คงจะดีกว่านั้นถ้าหากสามารถสร้างวินัยให้แก่คนไทยให้รู้จักเตรียมพร้อมจนติดเป็นนิสัยตลอดไป ไม่ใช่ทำเป็นครั้งคราวจนอาจสายเกินการณ์ก็ได้