คอลัมนิสต์

หลุมพรางการเมือง?

หลุมพรางการเมือง?

05 มี.ค. 2555

หลุมพรางการเมือง?:บทบรรณาธิการประจำวันที่5มี.ค.2555

               พนักงานสอบสวน สน.ชนะสงคราม เร่งสืบสาวถึงสาเหตุที่นายสุพจน์ ศิลารัตน์ และนายสุพัฒน์ ศิลารัตน์ อายุ 30 ปี พี่น้องฝาแฝดที่ก่อเหตุชกนายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และแกนนำกลุ่มนิติราษฎร์ บริเวณลานจอดรถ ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา อย่างไม่ลดละ แม้ผู้ต้องหาทั้งสองจะเข้ามอบตัวพร้อมทั้งให้เหตุผลว่าไม่พอใจกับการเคลื่อนไหวในเรื่องการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ของกลุ่มนิติราษฎร์ โดยที่ไม่ได้ฝักใฝ่กับกลุ่มการเมืองใด
   
             เหตุผลในความเห็นต่างและนำมาสู่การทำร้ายร่างกายเนื่องจากความโกรธแค้นส่วนตัว ยังคงสร้างความเคลือบแคลงใจให้แก่หลายฝ่าย เนื่องเพราะมีคนเห็นคู่แฝดสุพจน์-สุพัฒน์ เป็นหนึ่งในหัวโจกที่ร่วมเคลื่อนไหวเผาหุ่นอาจารย์วรเจตน์ก่อนหน้านี้โดยมีอดีตนายทหารคนหนึ่งเป็นแกนนำกลุ่ม ขณะที่รองนายกรัฐมนตรี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ออกมาคอนเฟิร์มว่าไม่ได้เกี่ยวโยงกัน แต่เป็นความไม่พอใจส่วนตัวเท่านั้น โดยจะมีการส่งฟ้องโดยเร็วในข้อหาร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่น เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำและปรับ
   
             แต่เมื่อตรวจสอบประวัติอาชญากรรมของคู่แฝดคู่นี้ดูจะไม่ธรรมดาเลย นายสุพจน์คนพี่บอกว่าเคยถูกจับเรื่องอาวุธปืน นายสุพัฒน์คนน้องมีคดีทำร้ายร่างกาย 4 คดี และทำให้เสียทรัพย์ 1 คดี เคยถูกจำคุก 2 ครั้ง ครั้งละ 1 เดือน กับ 6 เดือน แถมยังมีความชำนาญในการใช้อาวุธปืนโดยมีการอัพรูปตัวเองเล็งปืนโชว์ในเฟซบุ๊กอย่างช่ำชอง แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าเฟซบุ๊กของเขาไม่เคยแสดงความคิดเห็นทางการเมืองเลย มีแต่รูปภาพของเขาที่ชอบเล่นปืนพกกับชอบฟังเพลงร็อก จึงไม่ใช่เรื่องแปลกจากพฤติกรรมดังกล่าวจะถูกสันนิษฐานว่าถูกรับจ้างมา
   
             อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นความรุนแรงเชิงวิชาการ เป็นเรื่องความสุดขั้วทางการเมืองที่ไม่มีเหตุผลและไม่เหมาะสม เป็นภัยคุกคามเสรีภาพทางวิชาการ  เป็นการใช้กำลังที่เป็นอันธพาลทางการเมืองทำร้ายนักวิชาการในสถานที่ราชการและสถานศึกษา  เป็นการคุกคามสิทธิส่วนตัวและสิทธิเสรีภาพของประชาชน ถือเป็นบทเรียนสำคัญของความเห็นอันแตกต่างของคนในสังคมไทย ที่ไม่ควรปล่อยให้เรื่องราวผ่านพ้นไปแบบไม่คิดอะไร เพราะเป็นการสะท้อนภาพให้เห็นได้ชัดเจนว่าสังคมไทยยังมีปัญหาในเรื่องการไม่ยอมรับความเห็นที่แตกต่าง ไม่เปิดกว้างคนที่เห็นแตกต่างให้อยู่ร่วมกันในสังคมอย่างปกติสุข
   
             คงต้องปล่อยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนขยายผลเพื่อหาข้อเท็จจริงกันต่อไปว่ามีอะไรอยู่เบื้องหน้าเบื้องหลังของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหรือไม่  ถ้าเป็นเรื่องส่วนตัวจริงก็ต้องปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม แต่หากการใช้ความรุนแรงทำร้ายนายวรเจตน์ เป็นแผนการของคนบางกลุ่มบางพวกที่หวังใช้เรื่องนี้ให้ลุกลามบานปลายให้เกิดการเผชิญหน้าระหว่างมวลชนทั้งสองฝ่าย ก็ควรที่จะสาวให้ถึงตัวผู้บงการที่แท้จริงและนำมาลงโทษให้ได้