คอลัมนิสต์

ปรากฏการณ์วรเจตน์

ปรากฏการณ์วรเจตน์

03 มี.ค. 2555

ปรากฏการณ์วรเจตน์ : บทบรรณาธิการประจำวันที่3ก.พ.2555

             ท่ามกลางอุณหภูมิแปรปรวน ทั้งร้อนอบอ้าวและเย็นลงฉับพลันไม่ต่างไปจากอุณหภูมิเศรษฐกิจ การเมืองและสังคมในประเทศไทยที่ร้อนระอุไปทุกหย่อมหญ้า ภาพของการชุมนุมประท้วงค่าแรง 300 บาท ภาพของการประท้วงอาหารแพง ภาพของความเหลื่อมล้ำทางสังคมโดยเฉพาะในด้านการศึกษา จนทำให้เด็กไทยมีคุณภาพการศึกษาต่ำลง ภาพของปัญหาเด็กวัยรุ่นตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ที่สูงขึ้นถึง 8 แสนคนในแต่ละปี ตามด้วยปัญหาการทำแท้งที่มีมากถึงปีละแสนคน ภาพของสังคมที่ไร้เหตุผล ไม่ฟังความเห็นต่างของคนอื่น ภาพของการกระตุ้นให้เกิดความเกลียดชัง ภาพของการใช้ความรุนแรง ได้หวนกลับมาเป็นข่าวรายวันอีกครั้ง บ่งบอกว่านับวันปัญหาเศรษฐกิจ-สังคมมีแต่ทวีความรุนแรงมากขึ้น
 
             จากการสำรวจของมูลนิธิอิสรชน พบว่าหลังอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปลายปีที่แล้ว ขณะนี้มี "คนจนเมือง" ทั่วทั้ง 50 เขตในกรุงเทพมหานคร ไร้ที่อยู่อาศัย ต้องใช้ชีวิตเร่ร่อนในที่สาธารณะเพิ่มขึ้นถึง 30 เปอร์เซ็นต์ ทั้งเร่ร่อนแบบชั่วคราว กึ่งถาวร หรือถาวร ที่สำคัญผลจากการที่โรงงานหลายแห่งต้องปิดตัวเองหรือย้ายฐานผลิตใหม่ จนทำให้คนตกงานมากขึ้นนั้น ทำให้สาวโรงงานจำนวนหนึ่งที่ประสบมรสุมเศรษฐกิจหลังตกงานต้องหันไปขายบริการเพื่อหารายได้ยังชีพในช่วงที่ยังไม่มีงานประจำทำ ขณะที่อีก 40 เปอร์เซ็นต์ ป่วยทางจิต
 
             ภาพความเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้าของประชาชนเหล่านี้สะท้อนว่ารัฐบาลไม่สามารถบริหารบ้านเมืองให้เกิดความสงบสุขได้ แต่แทนที่รัฐบาลและนักการเมืองซีกรัฐบาลจะรีบแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ-สังคมดังกล่าวให้คลี่คลายโดยเร็ว ไม่ปล่อยให้สั่งสมความรุนแรงมากไปกว่านี้จนอาจกลายเป็นระเบิดเวลาในอนาคตอันใกล้ นักการเมืองซีกรัฐบาลกลับปิดหูปิดตาตะแบงจะเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ได้ แถมยังกล้าสวนความรู้สึกของประชาชนทั่วไปด้วยการเปิดเกมรุกเสนอให้ปรับศาลปกครอง และศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นแผนกหนึ่งในศาลฎีกา นอกเหนือจากเสนอให้ลดจำนวนองค์กรอิสระลงให้เหลือเท่าที่จำเป็น
 
             จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเกิดเหตุตบหน้านายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แกนนำกลุ่มนิติราษฎร์ ที่เสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ทั้งๆ ที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น แบบเดียวกับที่ นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ แกนนำกลุ่มคนเสื้อหลากสีเคยถูกทำร้ายมาก่อน ตอกย้ำว่าสังคมพร้อมจะหันไปใช้ความเกลียดชังและความรุนแรงมาเป็นเครื่องมือกำหนดอนาคตของประเทศอีกครั้ง ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญยิ่งที่รัฐบาลจะต้องเร่งแก้ไขปัญหาโดยเร็วและตรงจุด ไม่เช่นนั้น กงล้อประวัติศาสตร์อาจจะเกิดขึ้นซ้ำรอยเหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนหน้าหลายครั้ง