คอลัมนิสต์

ขวากหนามไปสู่สันติสุขที่ชายแดนใต้

ขวากหนามไปสู่สันติสุขที่ชายแดนใต้

02 มี.ค. 2555

ขวากหนามไปสู่สันติสุขที่ชายแดนใต้: กระดานความคิด โดยอัฮหมัด สมบูรณ์ บัวหลวง [email protected]

             มีคำพูดของหนุ่มไทยเชื้อสายจีนคนหนึ่งที่เกิดและเติบโตมาในย่านสังคมมุสลิมที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้พยายามอธิบายความรู้สึกเก่าๆ ในครั้งเมื่อตัวเองเป็นเด็กจนเป็นวัยรุ่นว่า...เมื่อก่อนนี้เราอยู่กันแบบพี่น้อง มีขนมนมเนยแบ่งกันกิน ไปนั่งกินข้าวด้วยกัน ไปเที่ยวเล่นด้วยกัน เวลามีวันสำคัญทางศาสนาและความเชื่อ ต่างฝ่ายต่างเชื้อเชิญไปเยี่ยมเยียนกันและกัน วันตรุษจีนคนไทยเชื่อสายจีนที่นั่นจะสั่งทำขนมเข่งเฉพาะเพื่อแจกจ่ายกับเพื่อนบ้านที่เป็นมุสลิม เวลาวันตรุษอิฎิลฟิตรี(วันรายอ) พี่น้องมุสลิมจะทำข้าวต้มมัดและอาหารคาวหวานหลากชนิดมาให้เพื่อนบ้านที่เป็นคนจีน มีสตรีวัยรุ่นจีนไม่น้อยที่แต่งตัวด้วยเครื่องแต่งกายมุสลิมพูดภาษามลายูนั่งล้อมวงร่วมเฉลิมฉลองด้วยกันกับเพื่อนๆ ในชุมชนอย่างมิตรไมตรี คนเหล่านี้เห็นว่าชีวิตความเป็นอยู่ในสังคมที่นั่นดื่มด่ำด้วยความสุข
 
             แต่...!!! เขากล่าวต่อไปว่า...ความเป็นอยู่เหล่านั้นค่อยๆ มีเค้าลางแห่งความสับสนและความไม่แน่ใจในความปลอดภัย ไม่เข้าใจ ไม่ไว้ใจและเกิดความหวาดระแวงซึ่งกันและกัน หลังเกิดเหตุการณ์ 11 กันยายน 2544 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เขาไม่นึกว่าได้ทำให้ความมีชีวิตเช่นเดิมมันจะหายไปเร็วเพียงนั้น...มันเร็วจนเกินไป...ในเวลาต่อมาทำให้ความห่างเหินกันและกันมากขึ้นเป็นลำดับ เพราะข่าวคราวที่ได้รับจากสื่อกระแสหลักในประเทศส่วนใหญ่ได้นำข้อมูลจากแหล่งข่าวจากประเทศมหาอำนาจมากจนเกินเหตุ ประกอบกับความไม่มีวิสัยทัศน์ของรัฐบาลไทยเองในการรักษาความรู้สึกของชาติพันธุ์อื่นในประเทศ มุสลิมในภาคใต้เลยถูกมองรวมเป็นส่วนหนึ่งของข่าวที่อเมริกาหรือในยุโรปบางกลุ่ม เขาตั้งใจอยากจะให้เป็น ?...เขาหยุดถอนหายใจและพูดต่อไปว่า
 
             ...ไม่มีใครที่อยากจะเห็นและตกอยู่ในสภาพของความไม่ไว้วางใจและไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกับเพื่อนบ้านเรือนเคียงกันตลอดชีวิตอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันหรอก...แต่ความรู้สึกว่าเราและครอบครัวจะมีชีวิตให้ปลอดภัยได้อย่างไรและนานเพียงใด เป็นเรื่องที่ชนกลุ่มน้อยอย่างเขา มีความจำเป็นจะต้องทำอะไรบางอย่าง ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ แม้ว่าไม่อยากจะทำ ! โดยย้ายครอบครัวไปอยู่ในชุมชนที่มีเพื่อนคนจีนซึ่งไม่ห่างจากที่เดิมมากนัก ที่สร้างความรู้สึกว่าปลอดภัยมากกว่า ถึงแม้ว่า ณ ที่อยู่เดิมก็ไม่เคยปรากฏว่าพี่น้องคนจีนจะถูกทำร้ายแต่ประการใด แต่ความรู้สึกที่ห้ามกันไม่ได้นี้คือเหตุผลว่าครอบครัวเราต้องไปอยู่ที่ใหม่ ที่มีความมั่นใจว่าไม่ต้องให้ใครมาดูแลจนน่ารำคาญเหมือนบางพื้นที่ ? เพราะเราดูแลจัดการกันเองได้ อีกทั้งเรายังคงรักษาความสัมพันธ์กับเพื่อนเก่าแก่ได้เหมือนเดิม เพียงแต่การไปมาหาสู่แทบจะบางเบาจนแทบจะไม่มีเอาเสียเลย...เขากล่าวอย่างเหม่อลอยเสมือนหนึ่งกำลังนึกคิดและรำลึกถึงภาพเก่าๆ ในอดีตที่เคยสัมผัส
 
             ตั้งแต่เหตุการณ์ความไม่สงบระลอกใหม่ตั้งแต่ปี พ.ศ.2547 เป็นต้นมา เหตุผลแห่งความห่างเหินระหว่างพี่น้องครอบครัวในระบบแห่งความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่เป็นต้นทุนของประเทศนี้ถูกถาโถมโหมกระหน่ำด้วยหลายๆ องค์ประกอบและทุกทิศทาง ส่วนหนึ่งที่เป็นเรื่องสำคัญคือความพยายามที่จะแยกออกจากความแตกต่างเป็นความแปลกแยก โดยเฉพาะเรื่องศาสนาความเชื่อและประเพณีที่ต่างกับตน ผสมกับความบ้าคลั่งในลัทธิบางอย่างที่นอกรีตนอกทางและตกขอบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรัฐชาตินิยม ชาติพันธุ์นิยม ภาษานิยม ถิ่นนิยม การเมืองนิยม สำนักนิยมบางกลุ่มโดยอ้างหลักการศาสนาอย่างไม่เต็มรูป (ตีความไม่เต็มบริบทที่แท้จริง) เหล่านี้คือปรากฏการณ์ที่มีแรงให้กระบวนคิดเดินไปข้างหน้าในแนวทางที่ตนและกลุ่มต้องการ เมื่อมีแรงขับด้านบาดแผลทางประวัติศาสตร์ในอดีต
 
             การมีนโยบายของรัฐที่ผิดพลาดบางแผนงานหรือการปฏิบัตินอกลู่นอกทางของกลไกทั้งรัฐและองค์กรที่เคลื่อนไหวด้านต่างๆ อาทิการขับเคลื่อนทางการกระจายอำนาจหรือการต่อสู้เพื่อความยุติธรรมให้ประชาชนมีสิทธิ์มีเสียงมีอำนาจในการบริหารและจัดการตนเองให้อิสระมากขึ้น ตลอดจนมีองค์กรต่อต้านอำนาจรัฐเพื่อเดินหน้าการกอบกู้เอกราชนับสิบกลุ่ม จะอ้างการต่อสู้เพื่อชาวมลายูปาตานี (แต่ตลอดระยะเวลา 40 ปีไม่เคยเหยียบดินแดนแห่งนี้เลย) หรือมีความพยายามให้มีการพูดคุยเชิงสันติภาพมากขึ้นระหว่างรัฐและฝ่ายต่อต้านอำนาจรัฐที่ต่อสู้ด้วยความรุนแรง แต่หลายกิจกรรมกลับกลายเป็นการเล่นปาหี่โชว์ชาวโลกทั้งหลายว่า “ฉันต้องการและกำลังแสวงหาสันติภาพอยู่นะ...” เพราะต่างคนต่างมีคำตอบที่เป็นของตนเองอยู่ มรรคผลต่อความทุกข์ร้อนของประชาชนจึงหามีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก
 
             ผลสะท้อนมุมกลับอีกด้านหนึ่งอาจจะทำให้กระบวนการสันติภาพในพื้นที่ต้องกลายเป็นมะเร็งเกาะติดกินร่างตนเองจนตายไปโดยหาความสงบสันติสุขได้ยากมากขึ้น เพราะต่างคนต่างเล่นบทบาทของสันติภาพ สันติวิธี จนทำให้ขาดเอกภาพและที่สุดกลายเป็นความขัดแย้งที่ไม่สามารถตกลงกันได้เลย...?