คอลัมนิสต์

วังเวงก่อนที่วิกฤติจะมา

วังเวงก่อนที่วิกฤติจะมา

01 มี.ค. 2555

วังเวงก่อนที่วิกฤติจะมา : ขยายปมร้อน โดย ศรุติ ศรุตา

           สถานการณ์บ้านเมืองกลับเข้าไปอยู่ในวังวนอันอึมครึมและวังเวงอีกครั้ง
 
              การดักทำร้าย วรเจตน์ ภาคีรัตน์ แกนนำกลุ่มนิติราษฎร์ ถึงในรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไม่เพียงสะท้อนถึงความรุนแรง หากแต่สะท้อนภาพสังคมโดยรวมของประเทศว่า มี "วุฒิภาวะทางการเมือง" มากน้อยแค่ไหน
 
              เพราะนี่เป็นเพียงแค่ระยะเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่แม้ว่า ผู้ที่พยายามเปลี่ยนนั้นจะมีธง มีเป้าหมาย แต่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านนั้นต่อให้คาดคำนวณไว้ล่วงหน้า ก็ยากที่จะถูกต้องแม่นยำ 100%
 
              สิ่งที่เกิดขึ้นกับแกนนำกลุ่มนิติราษฎร์นั่นคือภาพสะท้อนที่เป็นจริงที่สุด
 
              แต่หากหยุดหรือชะลอฝีจักรในตอนนี้ ก็จะส่งผลกระทบต่อการกลับบ้านของ ทักษิณ ชินวัตร
 
              ถึงแม้ที่ผ่านมาจะชนะการเลือกตั้ง แต่เมื่อไม่ได้รับชัยชนะทางการเมือง ทักษิณก็ยากที่จะพลิกผันชะตาชีวิต
 
              แทบไม่ต่างจากการปฏิวัติในจีน ที่เมื่อซุนยัดเซ็น ได้รับชัยชนะแล้ว สิ่งที่เขาทุบโต๊ะและต้องเร่งจัดการก็คือ การออกกฎหมายเพื่อจัดการราชวงศ์ให้อยู่ในที่ที่ไม่อาจมาข้องแวะกับการเมืองการปกครอง
 
              การแก้รัฐธรรมนูญในครั้งนี้ จึงพุ่งเป้าไปที่กระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็น ศาลอะไร ก็ต้องเอามาขึ้นอยู่กับการเมืองให้หมด
 
              กระบวนการทั้งหมดนั้นจำเป็นต้องเร่งรัดเร่งรีบ เพราะเห็นแล้วว่า ภาวะถดถอยของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ อันเนื่องมาจากสารพัดเรื่องราวที่ถาโถมเข้ามา
 
              ไม่เพียงเท่านั้น อาการถดถอยของกระบวนการเสื้อแดงเองก็ทำท่าว่าจะถดถอย
 
              แม้กระทั่งนักวิชาการบางคนยังออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่า ทั้งแดง ทั้ง นปช.จะแข็งขันก็แต่เฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับทักษิณ และพรรคเพื่อไทย แต่กับกระบวนการประชาธิปไตยที่เคยโหยหาถูกละทิ้ง
 
              เพราะฉะนั้นหากต้องการแก้ปัญหาให้เร็วที่สุด ก็ต้องยอมเสี่ยงกับ "อุบัติเหตุทางการเมือง" แต่ทักษิณเองก็รู้ดีว่า มีไม่กี่กรณีที่จะทำให้มีอาการขาสั่นเดินเปะปะไปจนสะดุดเข้ากับท็อปบู๊ท
 
              แต่จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อมีเพียงทางนี้ทางเดียวเท่านั้นที่จะลบล้างสิ่งที่ ทักษิณเรียกความ "การหยุดความยุติธรรม" นั้นเร็วที่สุด ทันใจที่สุดก็คือการแก้ไขบทเฉพาะกาล เพื่อให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นมาแล้วนั้นเป็นการสูญเปล่า
 
              ไม่ว่าจะเป็นคำสั่งของ คปค. หรือ คตส.ที่โยงใยไปถึงการฟ้องร้อง ก็ให้ถือว่าเป็นการสูญเปล่า
 
              "สิ่งบอกเหตุ" ว่าได้เลือกที่จะเดินทางนี้ก็คือ การเร่งโหมกระแสว่า รัฐธรรมนูญ 2550 ไม่เป็นประชาธิปไตย เพราะมาจากการยึดอำนาจของทหาร
 
              น่าสังเกตว่า ระยะนี้มีกระแสข่าวโจมตีทำลายกระบวนการยุติธรรม และองค์กรอิสระ เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กระทั่งอัยการสูงสุดก็ยังโดนกับเขาด้วย
 
              เมื่อเข้าสู่กระบวนการแก้รัฐธรรมนูญแล้ว เพื่อให้เด็ดขาดมากขึ้นก็สร้างกระแสว่า การต่อต้านคัดค้านการแก้รัฐธรรมนูญ คือการฝักใฝ่เผด็จการทหาร ปฏิเสธกระบวนการประชาธิปไตย
 
              ในส่วนของกระบวนการมวลชน ก็จะเห็นได้จากการชุมนุมที่เขาใหญ่ครั้งล่าสุด ที่ทักษิณกำชับให้เร่งขยายขบวนการเสื้อแดง จนกระทั่งมีกระแสร่ำลือกันมาว่า เสื้อแดงต้องมีบัตรประจำตัว ที่หากว่าทักษิณได้กลับมา จะมีเงินเดือนให้แก่เจ้าของบัตร
 
              ฟังดูเป็นเรื่องที่เกินจริง แต่ความจริงก็คือ มีคนมาทำบัตรนั้นกันจริงๆ
 
              การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ดูเหมือนฝ่ายค้านที่ยังมะงุมมะงาหราอยู่กับการหาเหตุพ่ายเลือกตั้งกันอยู่นั้น คงจะไม่มีศักยภาพที่จะมาทัดทาน ถ่วงดุลได้อย่างมีนัยสำคัญ จำนวนเสียงที่ต่างกันเป็นเท่าตัวก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง
 
              หันไปมองที่กองทัพ เมื่อรัฐบาลสามารถให้หลักการและเหตุผลจนศาลรัฐธรรมนูญเชื่อในเจตนาและข้อกฎหมายจน พ.ร.ก.กู้เงิน 2 ฉบับผ่านออกมาได้ กองทัพที่ยิ่งนานวันยิ่งเห็นช่องว่างระหว่างกัน ก็ดูจะเลือก "รักษาที่ตั้ง" มากกว่าจะออกมาเป็นเป้าทางการเมืองในช่วงที่กระบวนการปรับเปลี่ยนกติกาของบ้านเมืองกำลังเดินเครื่อง
 
              แต่สิ่งที่สะท้อนกันภายในกองทัพนั้นกลับเสมือนคลื่นใต้น้ำที่สุ่มเสี่ยงเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในแง่ของความเป็นเอกภาพ
 การถอนทหารออกจากบริเวณเขาพระวิหารที่ดูเหมือนไม่มีอะไร มีเพียงชาวบ้านไม่กี่ร้อยคนไปชุมนุมคัดค้าน เอาเข้าจริงมันบาดลึกเข้าไปถึงหัวใจของชายชาติทหาร
 
              ยิ่งได้ยินเสียงตะโกนออกมาว่า "ปืนจะมีไว้ทำไม ถ้าไม่ใช้ปกป้องประเทศ" มันยิ่งปวดร้าว
 
              สภาพโดยรวมของกองทัพจึงยังไม่น่าจะพร้อมที่จะเผชิญกับแรงกดดันทางการเมืองในตอนนี้
 
              เสียงคัดค้านผ่านมวลชนกลุ่มพันธมิตร หรือกลุ่มเสื้อหลากสี ก็เป็นเพียงสิ่งที่สร้างความชอบธรรมให้แก่พิธีกรรมว่า ได้รับรู้รับฟังความเห็นต่างเรียบร้อยแล้วเท่านั้น
 
              แต่ก็เป็นจุดนี้แหละที่ข้อมูลที่ไหลผ่านหน่วยงานด้านความมั่นคงเริ่มเห็นสัญญาณอันตรายขึ้นมาแล้ว
 
              เป็นอันตรายที่เกิดจากความที่ไม่อาจคาดหวังจากกลุ่มพลังอำนาจใดๆ ที่จะมาถ่วงดุลเพื่อให้กฎกติกาเป็นที่ยอมรับของคนทั้งประเทศอันเป็นเหตุผลเดียวที่จะยับยั้งวิกฤติการณ์ครั้งใหม่ที่กำลังก่อตัวอยู่ในขณะนี้

........

(หมายเหตุ : วังเวงก่อนที่วิกฤติจะมา : ขยายปมร้อน โดย ศรุติ ศรุตา)