
ตำรวจผู้รับใช้ชุมชน?
ตำรวจผู้รับใช้ชุมชน? : โลกตำรวจ โดย ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข
“ไม่สามารถรับทุกคดีได้” ความจริงที่คนทั่วไปอาจจะไม่ยอมรับหรือไม่สามารถที่จะยอมรับได้โดยเฉพาะผู้เสียหาย แต่ในโลกของความเป็นจริงแล้วนั้นทุกข์ของประชาชนที่เกิดขึ้นจากการก่ออาชญากรรมประเภทต่างๆ นั้นมีจำนวนเยอะมาก....มากที่สุด และมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ทางสังคมปัจจุบันที่มีการแพร่ระบาดของยาเสพติดสูง
หากเราเชื่อและเคารพความรู้สึกของชาวบ้านโดยมิได้มีอคติว่า มีเพียงผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ และการใช้ความรู้ทางสถิติตัวเลขเท่านั้นที่น่าเชื่อถือซึ่งเป็นที่มาของการสั่งให้ตำรวจส่งจำนวนตัวเลขคดีประเภทต่างๆ มายังหน่วยเหนือเพื่อรายงานให้ทราบถึงสถานการณ์อาชญากรรม ตัวเลขดังกล่าวนี้มีผลกระทบหลายประการ แต่ผลกระทบที่สำคัญคือ กระทบต่อการประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการบริหารงานของผู้กำกับหรือหัวหน้าสถานีตำรวจแต่ละแห่ง ไล่เรียงไปจนถึงผู้บังคับการและผู้บัญชาการภาค
เมื่อตัวชี้วัดระบุให้วัดประสิทธิภาพประสิทธิผลของการทำงานที่เกิดขึ้นจากการที่สถิติคดีต้องลดลง ทำให้เกิดปรากฏการณ์ในลักษณะที่หากปล่อยให้ตัวเลขคดีพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ย่อมถูกตีตราหมายหัวว่า “ไร้ประสิทธิภาพ” ดังนั้น เพื่อให้รอดจากการที่จะถูกตำหนิติเตียน และได้รับการประเมินผลการปฏิบัติงานในระดับที่ต่ำกว่าที่เป็นจริง (เมื่อเปรียบเทียบกับความรู้สึกของผู้ปฏิบัติงาน) ทำให้วัฒนธรรมการไม่รับคดี ดำคดี บิดคดี จึงเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ในโลกการทำงานของตำรวจ นั่นเป็นเพราะทุกคนโดยเฉพาะผู้ที่มีอำนาจไม่สามารถยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นได้ และไม่พร้อมที่จะเปิดเผยความจริง ส่งผลให้ผู้ปฏิบัติจำเป็นต้อง “สร้าง” ความจริงขึ้นมาใหม่อีกชุดหนึ่งเพื่อให้ผู้มีอำนาจพึงพอใจและเพื่อให้ผู้ปฏิบัติรอด
เหตุผลที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ เมื่อมีคดีเกิดขึ้นหนึ่งคดีไม่ว่าจะเล็กหรือจะใหญ่ ตำรวจจะมีขั้นตอนในทำงานมากมาย ดังนั้น การรับคดีเล็กคดีน้อยทุกคดีที่เกิดขึ้นจึงเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ เนื่องมาจากกลไกในการทำงานของโรงพักมิใช่โรงงานอุตสาหกรรม รวมถึงในขั้นตอนอื่นๆ ของกระบวนการยุติธรรม เช่น ขั้นตอนของอัยการและแม้กระทั่งในขั้นตอนของศาลเองก็ยังมีปัญหาและอุปสรรคในการที่จะนำคดีเล็กคดีน้อยมาพิจารณาด้วยเช่นกัน
แต่ในความรู้สึกของชาวบ้านที่เป็นผู้เสียหายนั้น ความทุกข์อันเกิดขึ้นจากความสูญเสียทรัพย์สิน สิ่งของ หรือการถูกประทุษร้ายต่างๆ ย่อมเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ในความรู้สึก เงินจำนวน 100 บาทของคนที่หาเงินได้เพียงวันละ 300 บาทนั้นมีค่ามากนัก
การประเมินค่าที่มีระดับที่แตกต่างกันนี้ นำมาซึ่งความไม่เข้าใจ ความไม่พึงพอใจ ความสงสัยกังขาที่มีต่อการปฏิบัติหน้าที่ และการมีทัศนคติเชิงลบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจในที่สุด ในขณะที่ตำรวจตั้งคำถามว่า “ชาวบ้านและสังคมคาดหวังกับตำรวจมากเกินไปหรือเปล่า” นั้น ประชาชนกลับมีเสียงที่สะท้อนความไม่เชื่อมั่น ไม่ไว้วางใจ“มันไม่สนใจหรอก แจ้งความไปก็เท่านั้น มันไม่จับให้หรอก” ชาวบ้านบอกเล่าถึงเหตุผลของการไม่ไปแจ้งความเมื่อรถจักรยานที่จอดไว้บริเวณหน้าบ้านถูกลักขโมยไป ในละแวกเดียวกันคนขับรถจักรยานยนต์รับจ้างเล่าว่า “จี้กันบ่อย กลางซอยนี้ ยิ่งช่วงหน้าฝนจะบ่อยมาก เพราะซอยทะลุถึงกัน แต่ไม่มีใครไปแจ้งความ เขารู้ว่าแจ้งไปก็เท่านั้น ตำรวจจับไม่ได้หรอก” หรือ “ตรงที่จอดรถโดนทุบกระจกรถ 2 ครั้ง แงะเอาของในรถ เอาแบตเตอรี่ไป เจ้าของก็ไม่ไปแจ้งความ เพราะรู้ว่ายังไงๆ ตำรวจก็จับไม่ได้ เสียเวลาเปล่ากว่าจะไปโรงพัก ต้องทำเอกสารเยอะแยะเสียเวลาแต่ไม่ได้ของคืน ก็เท่านั้น”
ชาวบ้านในละแวกเดียวกันได้แต่บอกเล่าต่อๆ กันถึงภัยอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในชุมชน เพื่อให้หาวิธีการในการป้องกันระมัดระวังทรัพย์สินของตนเองไม่ต้องหวังพึ่งตำรวจ ไม่ประมาทแม้แต่ทรัพย์สินที่ไม่คิดว่าจะถูกลักขโมยก็ยังถูกขโมยได้ “ลองคิดดู รองเท้าถอดไว้หน้าบ้านมันยังเอาไป” หญิงวัยกลางคนเจ้าของร้านขายก๋วยเตี๋ยวเล่าให้ฟังด้วยน้ำเสียงจริงจัง มุ่งหวังให้ดิฉันระมัดระวังภัยที่อาจเกิดขึ้น พร้อมทั้งกำชับด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “อย่าไปไว้ใจตำรวจ มันไม่ช่วยเราหรอก เวลาของของเราหายอย่าไปคิดว่าตำรวจจะจับได้ ร้อยทั้งร้อยไม่มีทาง”
ฟังอย่างนี้แล้วไม่ทราบว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีทางออกหรือไม่? หรือว่าทางออกมีหลายทาง...โจรเลยย่ามใจ?



