คอลัมนิสต์

การเมืองสีเทาถูกบีบออกกม.ฟอกเงิน

การเมืองสีเทาถูกบีบออกกม.ฟอกเงิน

28 ก.พ. 2555

จุกอกธุรกิจการเมืองสีเทา ถูกบีบต้องออกกม.ฟอกเงิน : ขยายปมร้อน โดย ปิยะนุช ทำนุเกษตรไชย

                  เมื่อเอฟเอทีเอฟ (FATF) หรือ แฟทเอฟ จัดอันดับให้ไทยเป็น 1 ใน 15 ประเทศ ที่ต้องจับตามองเรื่องการฟอกเงิน ทำให้จำเป็นต้องยกร่างปรับปรุงแก้ไขกฎหมายฟอกเงินทั้งฉบับ และกฎหมายต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย
   
               ทำเอาคนในรัฐบาลออกมาประสานเสียงว่า พร้อมปฏิบัติตามมติยูเอ็น แต่สำหรับองค์กรอื่นที่ไม่ใช่ยูเอ็น ขอคิดดูก่อน เพื่อสื่อสารว่า เราไม่ต้องการเป็น “เด็กดี” เด้งรับสากล จนกลายเป็นชักศึกเข้าบ้าน
   
               ประเด็นคำถามคาใจในขณะนี้ คือ เราต้องให้เครดิต แฟทเอฟ มากน้อยแค่ไหน เพราะหน้าฉากแฟทเอฟเป็นสถาบันจัดอันดับ สถานะแค่ที่ปรึกษา ไม่ใช่องค์กรหรือหน่วยงานในสังกัดของยูเอ็น แต่ แฟทเอฟ เสียงดัง เพราะไม่ได้เล็กกะจิดริด แต่มีประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจการเงินจี20 ยืนอยู่ข้างหลัง หลักๆ คงหนีไม่พ้น ลุงแซม หัวเรือใหญ่ในการตอบโต้กลุ่มก่อการร้าย
   
               แฟทเอฟเริ่มส่งสัญญาณเตือนไทยมาปีกว่า ให้จัดทำกฎหมายต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่กลุ่มก่อการร้าย และจัดอันดับให้เราเป็นประเทศที่ต้องจับตามอง คล้ายกับการกดดันหรือบีบกลายๆ แม้การติดอยู่ในอันดับ 1 ใน 3 ของอาเซียน จะไม่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกรรมการเงินมากนัก ในระยะสั้นจะกระทบต่อขั้นตอนการตรวจสอบที่อาจยุ่งยากขึ้น ท้ายที่สุดเราคงหนีไม่พ้นต้องปฏิบัติตามคำเตือนของแฟทเอฟ ในแบบบัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่น
   
               นั่นคือ การแก้ไขกฎหมายฟอกเงินทั้งฉบับ สาระสำคัญเพื่อให้มีมาตรการตรวจสอบธุรกรรมการเงินอย่างเคร่งครัด โดยร่างกฎหมาย ให้ครอบคลุมธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัย ขาดความเป็นไปได้ในทางเศรษฐกิจ หรือเป็นธุรกรรมที่ไม่ทราบวัตถุประสงค์ ในส่วนของกลุ่มอาชีพที่มีหน้าที่รายงานธุรกรรมการเงินจากเดิม 9 กลุ่มอาชีพ ก็ขยายไปถึง 15 กลุ่ม ไล่ตั้งแต่สถาบันการเงิน มูลนิธิ สมาคม นายหน้า เรียกว่าดักหน้าดักหลังกิจการฟอกเงินไว้เกือบทั้งหมด
   
               ร่างกฎหมายยังสอดแทรกให้ปปง.มีอำนาจทะลุทะลวง เช่นเดียวกับดีเอสไอ คือ สามารถเข้าถึงข้อมูลบัญชีลูกค้า อุปกรณ์สื่อสาร อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แฝงตัวเข้าสืบสวน กันบุคคลเป็นพยาน โดยมีเกราะป้องกันผู้ปฏิบัติให้ไม่ต้องรับผิดทางแพ่งทางอาญา ไม่อยู่ใต้บังคับของวิธีพิจารณาคดีปกครอง หากเป็นการกระทำโดยสุจริต ไม่เลือกปฏิบัติ สมควรแก่เหตุ
   
               อีกประเด็นที่ต้องพิจารณาด้วยความรอบคอบ คือ ร่างกฎหมายฉบับนี้ ยกระดับปปง. ให้หลุดออกจากกระทรวงยุติธรรม ไปเป็นอิสระคล้ายสำนักข่าวกรองทางการเงินของประเทศ ไม่สังกัดสำนักนายกฯ หรือกระทรวงใด ตำแหน่งเลขาธิการ ปปง. เป็นซี 11 เทียบเท่าปลัดกระทรวง โดยผู้ที่จะขึ้นเป็นเลขาธิการ ล็อกสเปกให้รองเลขาฯ เท่านั้น
   
               การมอบดาบอาญาสิทธิ์ให้ ปปง. จึงนำไปสู่ความวิตกกังวลถึงการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลขั้นสูง แม้จุดเด่นของกฎหมายฟอกเงิน คือ การปิดทางไม่ให้มิจฉาชีพใช้ประโยชน์สถาบันการเงินผ่านนอมินี ซึ่งไทยได้รับความเจ็บช้ำอย่างหนักจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์และเครือข่ายยาเสพติด แต่ผู้ประกอบอาชีพสุจริตจำนวนไม่น้อย ก็ไม่สมัครใจให้บัญชีเงินฝากและธุรกิจของเขาวางอยู่ในตู้กระจกใส
   
               ยิ่งกฎหมายใหม่ยกสถานะให้ปปง.เป็นอิสระด้วยแล้ว คำถามที่ตามมาคือ ปปง.จะถูกตรวจสอบโดยหน่วยงานใด แม้กฎหมายจะบัญญัติโทษจำคุก 3-30 ปี สำหรับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่สั่งการให้ตรวจสอบหรือยับยั้งการทำธุรกรรม เพื่อกลั่นแกล้งหรือเพื่อประโยชน์ทางการเมือง แต่อาจไม่ใช่หลักประกันที่สร้างความมั่นใจ ในชั้นการพิจารณาร่างกฎหมายของรัฐสภา ซึ่งส่วนหนึ่งของสภา 500 มีที่มาทางการเงินไม่เป็นที่เปิดเผย จึงต้องถกกันอย่างละเอียด ชนิดเป็นรายมาตรา
   
               แก้กฎหมายฟอกเงินที่ว่ายากแล้ว ส่วนที่ยากยิ่งกว่า คือ กฎหมายเพื่อต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย เพราะร่างกฎหมายเกือบทั้งฉบับแทบจะลอกและแปลจากข้อแนะนำของแฟทเอฟ ทั้งคำจำกัดความรูปแบบก่อการร้าย และผู้ก่อการร้าย
   
               ภาพรวมจะส่งผลผูกพันให้ไทยมีบทลงโทษผู้สนับสนุนการก่อการร้าย เข้าไปแทรกแซงและระงับการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินที่มีเหตุอันควรสงสัย ตามบัญชีรายชื่อผู้ก่อการร้ายที่ยูเอ็นกำหนด ตามภาษาชาวบ้าน คือ หากเขากำหนดที่จะไม่คบค้าสมาคมหรือไม่ทำการค้ากับใคร เราต้องเฮโลไปกับเขา
   
               การอยู่ให้ได้ในสังคมโลกของไทย จึงเป็นมีดสองคม จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องค่อยๆเดินตาม ด้วยความระมัดระวังขั้นสูง

........


(หมายเหตุ : จุกอกธุรกิจการเมืองสีเทา ถูกบีบต้องออกกม.ฟอกเงิน : ขยายปมร้อน โดย ปิยะนุช ทำนุเกษตรไชย)