
เหตุผลในแก้รัฐธรรมนูญ
เหตุผลในแก้รัฐธรรมนูญ : กระดานความคิด โดย พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์
“ความสมดุล” คือ สิ่งที่จะทำให้โลกขอเราอยู่รอด เมื่อธรรมชาติที่ถูกใช้อย่างสิ้นเปลืองเริ่มหมดไป กับความพยายามรักษา “ธรรมชาติ” ที่ยังเหลืออยู่ไม่ให้สูญสลายเพิ่มขึ้นอีกนั้น คือการสร้างสมดุลระหว่างการทำลายและการรักษา เมื่อธรรมชาติยังอยู่ในสภาพที่ไม่ขาดไม่เกินมากนักโลกก็จะปลอดภัย
ความสมดุลยังทำให้ “ความรัก” ของคนสองคนยั่งยืนตลอดไป, ทำให้คนจนและคนร่ำรวยอยู่ด้วยกันได้, ทำให้การเอารัดเอาเปรียบในสังคมน้อยลง อะไรก็ตามที่น้อยเกินไปหรือมากเกินไปถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดีสำหรับมนุษย์ทั้งนั้น เช่น การรับประทานอาหาร การรับประทานยา แม้กระทั่งการใช้จ่ายเงินทอง การรักลูกคนหนึ่งมากกว่าอีกคนหนึ่ง ก็เป็นสาเหตุของการเกิดความไม่สมดุลในชีวิตขึ้น ฯลฯ
แนวทางเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงที่กำลังโด่งดังทั่วโลกอยู่ในขณะนี้ ก็คือหลักการนำความสมดุลมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันนั่นเอง การล่มสลายของสังคมและเศรษฐกิจของสหรัฐ และประเทศในยุโรปอีกกว่า 5 ประเทศในปัจจุบันนี้ ก็เป็นผลมาจากความไม่สมดุลของการทำ “ประชานิยม” กับการประกอบอาชีพของราษฎรซึ่งระบบประชานิยมได้ทำให้ประชาชนคิดเอง ทำเองไม่เป็น ต้องพึ่งพาความหวังจากรัฐบาลอยู่ตลอดเวลา การขาดสมดุลตรงส่วนนี้จึงเกิดขึ้น เพราะราษฎรก็ไม่ได้คิดจะทำมาหากินอะไร ในขณะที่รัฐบาลของแต่ละประเทศก็ตั้งหน้าตั้งตากอบโกยผลประโยชน์ต่างๆ ของชาติไป เงินภาษีของประชาชนจึงถูกแยกเป็น 3 ส่วนใหญ่ๆ ด้วยกัน ก้อนที่ 1 สำหรับนโยบายประชานิยม, ก้อนที่ 2 นำไปใช้หล่อเลี้ยงข้าราชการ ส่วนก้อนที่ 3 เป็นการยักยอกเชิงนโยบายและค่านายหน้ากลับมาสู่เครือข่ายของรัฐบาลเอง ไม่มีเงินก้อนไหนที่จะนำไปทำประโยชน์ให้แก่ประชาชนโดยตรง ดังนั้นเงินภาษีแต่ละปีจึงหมดไป หมดไป โดยไม่ได้สร้างอะไรให้แก่ประเทศชาติในภาพรวมเลย เพียงแต่การใช้ “ประชานิยม” เพื่อหาเสียงให้รัฐบาลอยู่ต่อไปได้วันหนึ่งๆ เท่านั้น
วันนี้ประเทศไทยกำลังก้าวตาม 5 ประเทศในยุโรปใกล้เข้าไปทุกที รัฐบาลดึงเงินก้อนหนึ่งนำมาปิดปากประชาชนกลุ่มหนึ่ง อีกส่วนก็เอาเข้ากระเป๋าตัวเอง พอประชาชนอีกกลุ่มหนึ่งร้องแหกปากขึ้นมาบ้าง รัฐบาลก็หาเงินไปป้อนเช่นเดิม ป้อนทั้งประชาชนและพรรคพวกควบคู่กันไป การทำเช่นนี้แม้จะไม่เกิดผลในทางเลวร้ายให้เห็นในเร็ววัน แต่ความพินาศของบ้านเมืองก็ยังพอมองเห็นอยู่ได้ในอนาคตที่ไม่ไกลนัก ในขณะที่ในหลวงทรงเป็นแบบอย่างในเรื่องความพอเพียง ทรงสอนให้ประชาชนของพระองค์รู้จักคิด รู้จักทำ รู้จักพึ่งตัวเอง แนวทางคำสอนนี้จึงขัดแย้งกับผลประโยชน์ของกลุ่มคนที่ต้องการแสวงหาผลประโยชน์จาก “ประชานิยม” ทั้งกลุ่มคนที่ต้องการได้ประโยชน์จากประชานิยมในทางตรง (ประชาชนกลุ่มหนึ่ง) และกลุ่มที่ได้ผลประโยชน์ทางอ้อม (นักการเมือง) ดังนั้นเป้าหมายการทำลายสถาบันจึงเกิดขึ้น ซึ่งในข้อเท็จจริงแล้วไม่ได้เกิดมาจากตัวสถาบันเอง แต่เป็นเพราะสถาบันกำลังสอนให้คนเป็นคนดี รักชาติบ้านเมือง จึงขัดแย้งกับกลุ่มคนที่ต้องการผลประโยชน์จากการขายชาติบ้านเมืองเหล่านี้
ในขณะเดียวกัน สถาบันได้เป็นจุดยึดเหนี่ยวให้คนไทยทั้งชาติมีความรัก ความสามัคคี เมื่อรวมถึงสภาพภูมิศาสตร์ของประเทศไทยที่ได้เปรียบทุกประเทศแล้ว จึงมีหลายประเทศที่เข้ามาสนับสนุนการบ่อนทำลายสถาบัน เพื่อให้ประเทศไทยหมดความเข้มแข็งลง เกิดความแตกแยกไม่มีสิ้นสุด ประเทศไทยก็จะไม่ขึ้นมาเป็นคู่แข่งกับประเทศของเขา
พวกเราคนไทยจึงจำเป็นต้องรับรู้เรื่องเหล่านี้ไว้เพื่อเตือนสติตัวเอง เพื่อมองให้เห็นเจตนาของคนที่จะมาทำลายสถาบันได้ชัดเจนขึ้น จะได้แยกแยะถูกว่าคนคนนี้รักเคารพสถาบันจริงๆ หรือเป็นพวกหน้าไหว้หลังหลอกเท่านั้น ส่วนในใจมุ่งหวังที่จะขายชาติเพื่อผลประโยชน์เฉพาะหน้าของตนและพวกพ้องด้วยเหตุผลง่ายๆ เช่นนี้ การผลักดันให้แก้รัฐธรรมนูญจึงเกิดขึ้น, การพยายามลดอำนาจกฎหมายและองค์กรตรวจสอบต่างๆ จึงเกิดขึ้น, การพยายามเปลี่ยนแปลง มาตรา 112 จึงเกิดขึ้น, การกว้านซื้อที่ดินในแนวถนนตัดใหม่จึงเกิดขึ้น, การไม่ออกกฎหมายฟอกเงินจึงเกิดขึ้น ฯลฯ อนิจจาประเทศไทย



