
อำนาจรัฐต้องมาก่อน
ครั้งที่ "ป๋าเปรม" นำนโยบาย 66/23 มาประกาศใช้ในรูปของ "คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี" เมื่อ 23 เมษายน 2523 เพื่อเป็นแนวทางใหม่ในการยุติสงครามกลางเมืองระหว่างคนไทยด้วยกันเองนั้น สาระหลักที่ทำให้สังคมเริ่มเห็นแสงสว่างของสันติภาพคือ ความพยายามในการสร้างสมานฉันท์ร
ช่วงเวลานั้น ผมเพิ่งจบการศึกษาจากโรงเรียนเสนาธิการทหารบกได้เพียงไม่กี่เดือน ซึ่งระหว่างการศึกษาในโรงเรียนแห่งนี้ก็ได้รับฟังการบรรยายแนวทางนี้ทั้งจาก พล.ต.หาญ ลีลานนท์ และ พล.ต.ชวลิต ยงใจยุทธ ทำให้มีความเข้าใจที่มาที่ไปและเห็นด้วยกับแนวทางนี้ว่าจะสามารถแก้ปัญหาสำคัญของชาตินี้ได้
หลังประกาศคำสั่ง 66/23 แล้ว กองทัพบกได้จัดให้มีการรณรงค์ให้ความรู้ความเข้าใจต่อพวกเราอย่างจริงจัง เรียกได้ว่าเป็น "การทำงานความคิด" ครั้งใหญ่ที่สุดของประวัติศาสตร์กองทัพไทยก็ว่าได้ ทำให้ยิ่งมีความเข้าใจและมั่นใจในแนวทางนี้ยิ่งขึ้นไปอีก
ไม่มีประโยชน์อีกแล้วที่จะรบกันต่อไป หันมาพูดจาหาทางและร่วมมือกันแก้ปัญหาความไม่เป็นประชาธิปไตยของชาติจะดีกว่า
แต่ที่หลายคนแม้กระทั่งทหารอย่างพวกเราก็ยังอดตั้งข้อสงสัยไม่ได้ว่า ทั้งๆ ที่นโยบาย 66/23 พูดถึงการแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี แต่เหตุใดกลับมีคำสั่งให้พวกเราเร่งระดมเข้ากวาดล้างฐานที่มั่นทุกรูปแบบของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ให้หมดสิ้นโดยเร็ว โดยเรียกว่าเป็นการทำ "สงครามรวดเร็ว"
หรือว่าแนวทางสมานฉันท์เป็นเพียงยุทธวิธีปฏิบัติการทางจิตวิทยาเพื่อหลอกล่อให้ศัตรูตายใจ?
แต่คำอธิบายจากกองทัพบกคือ ตราบใดที่ยังรบกันอยู่ตราบนั้นการพูดจาเพื่อนำไปสู่แนวทางสมานฉันท์ก็ไม่อาจเกิดขึ้นมาได้
จึงต้องทำ "สงครามรวดเร็ว" เพื่อให้ฝ่ายสหายหมดความสามารถในการสู้รบเสียก่อนจากนั้นโอกาสของการพูดจาทำความเข้าใจกันจึงจะเกิดขึ้น
พวกเราเข้าใจทันที จากนั้นการร่วมกำลังเข้าปฏิบัติการแตกหักต่อที่หมายสำคัญก็เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องครั้งแล้วครั้งเล่า ตั้งแต่เหนือสุดจนใต้สุด ตะวันออกจรดตะวันตก พร้อมๆ กับปฏิบัติการ "งานการเมือง" และ "งานพัฒนา" ที่กระทำควบคู่สอดประสานกันไป
เป็นเช่นนั้นจริงๆ เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยหมดศักยภาพในการทำสงครามผู้รักชาติประชาธิปไตยที่เข้าร่วมก็มีเวลาสำหรับการครุ่นคิด เมื่อพบกับแนวทางที่เปิดกว้างของฝ่ายทหารและรัฐบาลจึงนำไปสู่การพูดจาทำความเข้าใจกันในที่สุด
หันมามองสถานการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ทุกวันนี้เห็นได้ชัดว่า มีความพยายามจากฝ่ายทหารอยู่มากที่จะนำประสบการณ์ความสำเร็จครั้งนั้นมาประยุกต์ใช้ การปราบปรามด้วยวิธีรุนแรงเหวี่ยงแหไม่ปรากฏให้เห็น มีความพยายามอย่างเห็นได้ชัดในโครงการพัฒนาต่างๆ เพื่อยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องในพื้นที่ มีความพยายามอย่างจริงจังในการพูดจาทำความเข้าใจกันด้วยเหตุผล ฯลฯ แต่สถานการณ์รุนแรงยังไม่ดีขึ้น
เปรียบเทียบกับประสบการณ์ครั้งยุติปัญหาสงครามพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยครั้งนั้น วันนี้...ตราบใดที่ฝ่ายผู้ก่อการร้ายยังสามารถสร้างความรุนแรงได้ ตราบนั้น แนวทางไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาหรือการทำความเข้าใจใดๆ ฯลฯ ก็ย่อมไม่บังเกิดผล
จึงต้องเร่งทำลายความสามารถในการสร้างความรุนแรงของฝ่ายผู้ก่อการร้ายให้ได้โดยเร็วที่สุด
ณ วันนี้เรื่องของ "งานการเมือง" และ "การพัฒนา" ก็ทำไปเถิดแต่ควรกำหนดไว้เป็นมาตรการรอง ขณะที่ปฏิบัติ
การทางทหารเพื่อทำลายศักยภาพในการสร้างความรุนแรงของผู้ก่อการร้ายต้องยึดถือเป็น มาตรการหลัก
เป้าหมาย: ฟื้นฟูอำนาจรัฐให้ได้โดยเร็วที่สุด
พลเอก บัญชร ชวาลศิลป์



