เจาะประเด็นร้อน

รายงานหน้า4

เกาะติดข่าวสาร >> คมชัดลึก ออนไลน์
logoline

รายงานหน้า4 "บรรทัดฐาน" พรรคการเมือง ++++++++++ เป็นไปตามความคาดหมาย ทั้ง 3 พรรคการเมือง ได้แก่ พรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย ได้ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคทั้งสามพรรคเป็นเวลา 5 ปี ผลของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมส่งผลให้ "สมชาย วงศ์สวัสดิ์" ซึ่งเป็นหนึ่งในกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไปด้วยเพราะถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง และยังทำให้คณะรัฐมนตรีของนายสมชาย ต้องพ้นสภาพไปด้วย และผลดีของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ อย่างน้อยก็สามารถช่วย "ปลดล็อก" ทางการเมือง ที่อยู่ในสภาพวิกฤติขณะนี้ลงไปได้อย่างน้อยก็ "ชั่วคราว" เพราะการที่ "สมชาย" ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีโดยผลของกฎหมายนั้น ไม่ต่างอะไรกับการที่ "สมชาย" ลาออก ซึ่งเป็นสิ่งที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ชุมนุมเรียกร้องอยู่ในขณะนี้ เนื่องจาก "สมชาย" ต้อง "หลุด" ออกจากตำแหน่งนายกฯ เหมือนกัน ดังนั้น การเคลื่อนไหวชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรต่อไปนี้ ก็คงมีท่าทีอ่อนลง เพื่อรอดูความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ชัดเจนอีกที และผลดีอีกอย่างหนึ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคพลังประชาชนและพรรคร่วมรัฐบาล ก็คือ "กองทัพ" ไม่ต้องทำการปฏิวัติโค่นล้มรัฐบาล ซึ่งสุ่มเสี่ยงกับการที่ทหารจะต้องเปลืองตัว ถูกด่า ว่าทำให้ประเทศชาติถอยหลังเสียหาย อย่างไรก็ตาม การที่ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคในครั้งนี้ ก็คงไม่สามารถหา "ทางออก" ให้แก่บ้านเมืองได้ เนื่องจาก ส.ส.ของพรรคพลังประชาชน ที่ไม่ใช่กรรมการบริหารพรรค ก็จะย้ายไปอยู่ "พรรคเพื่อไทย" ซึ่งเป็นพรรคการเมืองใหม่ ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อรองรับ ส.ส.ของพรรคพลังประชาชน ที่พรรคถูกยุบ ส่วนพรรคชาติไทยและพรรคมัชฌิมาธิปไตย ทั้งสองพรรคได้ตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาใหม่เช่นกัน ส.ส.ของทั้งสองพรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นมาใหม่ ก็คงจับมือกันแน่นกับ ส.ส.ของพรรคเพื่อไทย ไม่มีการย้ายขั้วไปจับมือกับพรรคประชาธิปัตย์เพื่อตั้ง "รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ" อย่างแน่นอน เพราะท่าทีของพรรคร่วมรัฐบาลเดิมในช่วงที่ผ่านมา ไม่ว่าจะมีกระแสกดดันจากสังคมมากขนาดไหน และแม้เกิดเหตุการณ์สำคัญทางการเมืองไม่ว่าจะเป็นตอนที่นายสมัคร สุนทรเวช ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เนื่องจากนายสมัคร เป็นผู้ดำเนินรายการ "ชิมไปบ่นไป "และ "ยกโขยงหกโมงเช้า" รวมทั้งเมื่อเกิด "เหตุการณ์ 7 ตุลา" ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก อันเกิดมาจากการปราบปรามของรัฐบาล พรรคร่วมรัฐบาลอย่างพรรคชาติไทยและพรรคมัชฌิชาธิปไตย ก็ยังเกาะติดแน่นกับพรรคพลังประชาชนอยู่เหมือนเดิม ไม่ยอมถอนตัวจากการร่วมรัฐบาลแต่อย่างใด ดังนั้น "รัฐบาลใหม่" ก็ยังเป็น "คนในกลุ่มอำนาจเดิม" เพราะเสียง ส.ส.ในสภาของทั้งสามพรรค รวมๆ กันแล้ว ก็ยังมีมากกว่า ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ อยู่มาก ครั้นจะฉวยโอกาสทำการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ "คนนอก" ที่ไม่ใช่ ส.ส. เป็นนายกรัฐมนตรีได้ เพื่อให้เกิด "รัฐบาลเฉพาะกิจ" เข้ามาแก้ไขปัญหาประเทศชาติซึ่งเข้ามาสู่ทางตันอยู่ในขณะนี้ ซึ่งมีข่าวว่า ก่อนหน้านี้พรรคประชาธิปัตย์ เตรียมจับมือกับ ส.ว.สรรหา 40 คนและ ส.ว.เลือกตั้งบางส่วน ทำการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเปิดช่องในประเด็นนี้ ก็คงทำไม่ทันเช่นกัน เนื่องจากการเปิดประชุมสภาครั้งต่อไป ซึ่งคาดว่าจะมีการเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ จะมีขึ้นก็ต่อเมื่อ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลเดิมย้ายเข้าสังกัดพรรคการเมืองใหม่เรียบร้อยและพร้อมที่จะเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่แล้ว และเมื่อมีการเปิดสภาสมัยวิสามัญ ก็คงเลือกตัวนายกรัฐมนตรีคนใหม่กันทันที ปัญหาการเมืองจึงยังไม่จบ กลุ่มพันธมิตรก็คงออกมาชุมนุมขับไล่รัฐบาลอยู่เหมือนเดิม อย่างไรก็ตาม มีสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม ก็คือ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่พยายามวางบรรทัดฐานให้แก่พรรคการเมืองไทย ว่าต้องมีความรับผิดชอบในการทำให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริต และมีความพิถีพิถันในการคัดคนเข้าสู่พรรคและส่งลงสมัครรับเลือกตั้ง มิเช่นนั้นจะถูกยุบพรรคทิ้ง หากเกิดการทุจริตเลือกตั้งจากการกระทำของคนพรรคการเมืองนั้น "พรรคการเมือง" ที่จะตั้งขึ้นต่อไปนี้ จึงควรเป็นกลุ่มคนที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองตรงกัน แล้วรวมตัวกันตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาดำเนินกิจกรรมทางการเมืองเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม ไม่ใช่ "กลุ่มธุรกิจการเมือง" ที่ใช้เงินกวาดต้อนนักการเมืองเข้าพรรคการเมืองที่จัดตั้งขึ้น เพื่อจะได้ยึดกุมอำนาจรัฐ แล้วหาผลประโยชน์เข้าตัวเองอย่างที่เป็นอยู่ ซึ่งหากเป็นไปตามนี้ บ้านเมืองเรา ก็จะไม่เกิดวิกฤติการเมืองและต้องเดินเข้าสู่ทางตัน อย่างที่เป็นอยู่ แต่หากยังไม่ยอมฟังและไม่ยอมเดินตามมาตรฐานและบรรทัดฐานตามที่ศาลรัฐธรรมนูญวางไว้นี้ ไม่ว่าจะไปตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาใหม่อีกกี่พรรค ก็ต้องถูกยุบทิ้งอีกอย่างแน่นอน ** โต๊ะข่าวการเมือง ***
logoline
แท็กที่เกี่ยวข้อง