คอลัมนิสต์

อยากมีนายกรัฐมนตรีที่ไม่กลัวกล้อง

อยากมีนายกรัฐมนตรีที่ไม่กลัวกล้อง

12 พ.ค. 2552

งานเขียนของผมชิ้นนี้ออกจะดูส่วนตัวมากกว่างานเขียนชิ้นอื่นๆ สักหน่อย และคงไม่มีทฤษฎีอะไรมารองรับมากนัก

เรื่องของเรื่องก็คือ ผมไม่มีความเชื่อมั่นในนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยเอาเสียเลย

 แต่ที่กล้ากล่าวเช่นนี้ก็เพราะว่า ความไม่เชื่อมั่นของผมที่มีต่อนายกฯ (คือความเชื่อมั่นที่ไม่เชื่อมั่นจริงๆ) นั้นไม่ได้มาจากเรื่องว่านายกฯ นั้นมีฝีมือในการบริหารประเทศหรือไม่ หรือเป็นคนทุจริตหรือไม่

 แต่ผมไม่เชื่อมั่นนายกรัฐมนตรี เพราะนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง และทีมงานรัฐบาลโดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์นั้น ไม่มีความสนใจและใส่ใจในการพยายามสื่อสารกับประชาชนมากเท่าไหร่

 หรือเป็นเพราะว่าเชื่อมั่นอยู่ลึกๆ แล้วว่าสื่อแท้นั้นอยู่ข้างตัวเองอยู่แล้วก็อาจเป็นได้ ถ้าไม่นับกลุ่มพลังฐานันดรอื่นๆ นอกเหนือจากฐานันดรสื่อ

 แต่เรื่องที่ผมเห็นเป็นประเด็นก็คือว่า นายกรัฐมนตรี มีปัญหาเรื่องการสื่อสารกับประชาชน และการสื่อสารกับประชาชนนั้นก็เป็นเรื่องที่มีความสำคัญยิ่ง

 ไม่เช่นนั้น จะต้องมีโฆษกรัฐบาล มีโฆษกพรรค และมีโฆษกประจำตัวของนายกรัฐมนตรีไปทำไม

 แต่ทีนี้ประเด็นสำคัญก็คือ ผมรู้สึกว่าเมื่อเจอสภาวะที่กดดันอย่างหนักในปัจจุบัน สิ่งที่ผมเห็นก็คือ นายกรัฐมนตรีนั้นมักจะกลับไปทำหน้าที่ที่ตัวเองถนัดในอดีต... ไม่ใช่หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านนะครับ แต่เป็นโฆษกรัฐบาล

 แต่ไหงเป็นนายกรัฐมนตรีควบโฆษกรัฐบาล (แต่โฆษกรัฐบาลนั้นไปทำหน้าที่หลักเป็นโฆษกประจำพระราชกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉินแทน) ที่ไม่มองกล้อง เวลาตอบคำถามสื่อมวลชนก็ไม่ทราบได้
 นอกจากนั้นในรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์ ผมรู้สึกว่ารายการเป็นการแถลงผลงานของรัฐบาลรายสัปดาห์ ที่เหมือนจะเป็นการแถลงตามบทที่เขียนมา มากกว่าการพูดถึงเรื่องของความใฝ่ฝัน หรือการแสดงความเป็นกันเองระหว่างตัวนายกรัฐมนตรีกับประชาชน

 พูดง่ายๆ ว่าฝืดมาก และฝืดมากที่สุด เพราะเรามีนายกรัฐมนตรีของสื่อทีวีมากกว่านายกรัฐมนตรีของประชาชนที่เดินถนนหรือไปยังพื้นที่ยากจนของประเทศทั้งภาคเหนือและภาคอีสานได้

 อาการดังกล่าวนี้ยังรวมไปถึงตัวรัฐมนตรีกระทรวงการคลังเข้าไปด้วย ที่เมื่อพยายามไปออกตามรายการสื่อกระแสหลักที่เป็นที่นิยมแล้ว ก็ไม่สามารถตอบคำถามอะไรให้เป็นที่กระจ่างแก่ชาวบ้านได้ เพราะลีลาของนายกฯ และรัฐมนตรีคลังนั้นเหมือนกันอยู่อย่างก็คือ เชื่อมั่นผมสองคนก่อนเถอะครับ สิ่งที่ผมทำนั้นดีต่ออนาคตของพวกคุณ

 พวกคุณไม่ต้องเข้าใจมากก็ได้ หรือถ้าพวกคุณจะต้องเข้าใจ คุณก็จะต้องมีพื้นฐานบางอย่างพอสมควรในการเข้าใจพวกผม
 โดยภาพรวมแล้ว คำว่า "อ่อนประชาสัมพันธ์" นั้นน่าจะเป็นคำที่อธิบายปรากฏการณ์นี้ได้มาก รัฐบาลนี้มีโฆษกเต็มไปหมด แต่อ่อนการประชาสัมพันธ์ มองภาพแคบว่างานประชาสัมพันธ์นั้นคือกรมประชาสัมพันธ์ แต่ขาดแผนการประชาสัมพันธ์ที่เป็นระบบ

 รบกวนพยายามมองกล้องหน่อยครับทั่นนายกฯ คนไทยเขาถือนะครับเวลาพูดแล้วไม่สบตา

 เวลาตอบนักข่าวน่ะครับ นักข่าวเขามีกล้อง กล้องนั้นเขาดูกันหกสิบล้านคน แต่นายกฯ เลือกมองหน้านักข่าวไม่กี่คนนะครับ กล้องน่ะมาจากโทรทัศน์ ไม่ใช่แค่เทปที่เอาไปแกะเขียนข่าว หรือมีแต่รายการวิทยุ ดังนั้นนึกถึงคนที่ท่านนายกฯ อ้างว่าท่านเป็นตัวแทนของทุกคนด้วยครับ (การที่ทั่นมาจากเกมการต่อรองในสภานั้นก็ไม่ผิดรัฐธรรมนูญหรอกครับ แต่ช่วยแสดงให้คนทั่วไปเห็นหน่อยครับว่าทั่นพูดกับคนจำนวนมากได้ในฐานะเป็นผู้นำและเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะสิ่งนี้ต่างจากการพูดในสภา ที่พูดกับ "ทั่นประธานที่เคารพ" เท่านั้น)

 สักนิดนะครับรูปหล่อ... อย่ามาทำเป็นเขินกล้อง เลยครับพี่น้อง...
 เดี๋ยวชาวบ้านเขาจะงงว่าที่ทั่นพูดนั้นทั่นเชื่อมั่นและมั่นใจในตัวทั่นเองไหม