คอลัมนิสต์

พิมพ์เขียวปชต.ใต้ผ้าคลุมสีแดง

พิมพ์เขียวปชต.ใต้ผ้าคลุมสีแดง

24 ก.พ. 2555

พิมพ์เขียวปชต.ใต้ผ้าคลุมสีแดง : โดย ขยายปมร้อนโดยขนิษฐา เทพจร

            ในที่สุดก็ถึงขั้นตอนที่รัฐบาลได้ทำพิธีกรรม ตัดตอนอายุขัยรัฐธรรมนูญ 2550 ในรัฐสภาไทย อย่างเป็นทางการ หลังจากประกาศข้อเสีย-จุดด้อยของรัฐธรรมนูญ 2550 ว่า เป็นทายาทของระบอบเผด็จการ เป็นเสี้ยนหนามระบอบประชาธิปไตย ที่ต้องขุดรากถอนโคนออกจากสารบบมาเป็นเวลานาน
 
             จับฤกษ์ยามเอาวันที่ 23 กุมภาพันธ์ มาเป็นวันประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม โดยคนรัฐบาล 3 กลุ่ม คือ พรรคเพื่อไทย พรรคชาติไทยพัฒนาและคณะรัฐมนตรี
 
             แต่การทำพิธีกรรมเช่นว่าหาใช่จะทำได้ง่ายๆ กลางรัฐสภาที่มีเซียนการเมืองอย่าง “พรรคประชาธิปัตย์”
 
             เมื่อเปิดฉากเริ่มต้นพิจารณา พลพรรคประชาธิปัตย์ นำโดย "นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ" "ชินวรณ์ บุณยเกียรติ" "นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม" "นพ.สุกิจ อัตโถปกรณ์" เสนอให้เลื่อนวาระประชุมไป โดยยกคำแนะนำของ “คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) ของ คณิต ณ นคร” ที่ทำข้อเสนอถึง “ประธานรัฐสภา” ให้เลื่อนการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญของนักการเมืองออกไป จนกว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเสนอจะผ่านการตรวจสอบและบรรจุในระเบียบพิจารณาคราวเดียวกัน
 
             ตบท้ายด้วยเสนอญัตติด่วนด้วยวาจาขอให้เลื่อนวาระการประชุมโดย จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ประธานวิปฝ่ายค้าน
 
             ซึ่งก็เป็นไปตามคาด เมื่อถึงคราต้องวัดกันด้วยเสียงข้างมาก...ผลคือ ฝ่ายค้าน ก็ต้องพ่ายคะแนนให้แก่รัฐบาลไป แม้จะออกหมัดเข้าเป้า และยกเหตุผลจน “เพื่อไทย” น็อกคาเก้าอี้ไปหลายราย
 
             สาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญทั้ง 3 ฉบับ เมื่อพิจารณารวมกันแล้ว คือ แทบไม่แตกต่างในสาระสำคัญ คือ แก้ไขมาตรา 291 เพื่อเปิดทางให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) 99 คน มายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทั้งฉบับ !!!
 
             ส่วนเหตุผลที่นำเสนอครึ่งค่อนวันวนเวียนอยู่จุดเดียว เพื่อตอกย้ำว่า “รัฐธรรมนูญ 2550 ไม่เป็นประชาธิปไตย เป็นอุปสรรคต่องานการเมือง และบริหารประเทศ”
 
             อย่างไรก็ดี ในการพิจารณา “สมาชิกรัฐสภา” ยังคงแสดงความกังขาต่อรัฐบาลว่า มีวาระซ่อนเร้นใดหรือไม่ ถึงเร่งรีบ รวบรัดแก้ไขรัฐธรรมนูญ จนมีการตั้งคำถามแรงๆ ว่า “ทำเพื่อคนคนเดียว” หรือ “เตรียมการรวบอำนาจที่กระจาย คืนให้บุคคลสำคัญในต่างแดนหรือไม่”
 
             นอกจากนี้ ความหละหลวมและไม่รอบคอบของเงื่อนไขให้ได้มา “ส.ส.ร.3” เป็นอีกประเด็นที่สมาชิกรัฐสภาหลายๆ คนแสดงความเป็นกังวลและหยิบยกขึ้นมาอภิปราย
 
             “บัญญัติ บรรทัดฐาน” เปิดปมกังวลถึงคุณสมบัติผู้สมัครเป็น ส.ส.ร. ที่ยกคุณสมบัติของผู้สมัครเป็น ส.ส.ทั้งดุ้นมาใส่ไว้ในร่าง ทั้งที่ควรกำหนดประเด็นเพิ่มเติม เพื่อสกัด "นอมินี" นักการเมือง ไม่ให้เข้ามานั่งทำหน้าที่สำคัญ เช่น ห้ามไม่ให้คนที่เป็นทายาท คู่สมรส ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือตำแหน่งอื่น, บุคคลที่เคยเป็น ส.ส.ที่พ้นจากตำแหน่งมาแล้วไม่ถึงเวลา 5 ปี, ผู้ที่ดำรงตำแหน่งเป็นสมาชิกการทางการเมือง หรือสมาชิกพรรคการเมือง มาลงสมัครเป็น ส.ส.ร.
 
             เช่นเดียวกับ “อดีตประธานคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ ในปี 2553 เทอดพงษ์ ไชยนันทน์" ที่ขอให้สมาชิกรัฐสภาทั้ง 649 คน เป็นผู้พิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 แทน “ส.ส.ร.” เนื่องจากสเปกของ ส.ส.ร.นั้น ก็ไม่มีความต่างกับ สมาชิกรัฐสภา
 
             นอกจากนั้น “ฝ่ายค้าน” ยังสงสัยในความเป็นอิสระ โปร่งใส ของส.ส.ร.ว่าจะปลอดการเมืองได้อย่างไร โดยเฉพาะ ส.ส.ร.ที่มาจากการโหวตในรัฐสภา...ในเมื่อเสียงข้างมากในรัฐสภายังถูกครอบงำได้ นับประสาอะไรกับการเลือก “ส.ส.ร.สายวิชาการ” ที่ถูกล็อกว่าต้องโหวตจากสมาชิกรัฐสภา จะปลอดจาการล็อกโหวตได้จริง
 
             ปมนี้... “ส.ว.สมชาย แสวงการ” เปิดปากแฉต่อสื่อว่า.. “มีกระบวนการล็อบบี้โหวตผ่านร่างรัฐธรรมนูญทั้ง 3 ฉบับแล้ว”
 
             ดังนั้นวันนี้..ต้องมาจับตาว่า...ผลโหวตแก้รัฐธรรมนูญจะให้ผ่านด้วยเสียงจำนวนมากเท่าใด...
 
             แต่ท้ายสุดแล้ว...แม้รัฐบาลจะพยายามบริกรรมคาถา สร้างภาพแก้รัฐธรรมนูญด้วยหลักประชาธิปไตย ลงมติรับหลักการแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระแรกด้วยเสียงที่เกินกึ่งหนึ่งของที่ประชุมรัฐสภา แต่ก็ไม่สามารถเลี่ยงข้อเท็จจริงอันหนึ่งได้ว่า รัฐบาลมี "ธง" แก้สาระในรัฐธรรมนูญ หรือ มีพิมพ์เขียวรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อยู่ในผ้าคลุมสีแดงรอไว้แล้ว

...........

(หมายเหตุ : พิมพ์เขียวปชต.ใต้ผ้าคลุมสีแดง โดย ขยายปมร้อนโดยขนิษฐา เทพจร)