
คนคำนวณหรือจะสู้ฟ้าลิขิต
คนคำนวณหรือจะสู้ฟ้าลิขิต : ขยายปมร้อนโดยศรุติ ศรุตา
ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดในวันที่มีการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ยื่นโดยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พรรคการเมือง และบรรดากลุ่มก๊วนต่างๆ คงจะได้เข้าพิจารณาในที่ประชุมสภาและผ่านการเห็นชอบให้แก้รัฐธรรมนูญผ่านมาตรา 291 จากนั้นก็คงจะเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้ง สสร. 77 คน และสรรหามาอีก 22 คน
ในวันเดียวกันนั้น ก็คงจะมีกลุ่มการเมืองอีกกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญนำเรื่องไปฟ้องร้องต่อศาลให้เอาผิด ส.ส.และ ส.ว.ที่เห็นชอบในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในข้อหาเป็นกบฏ ล้มล้างรัฐธรรมนูญ
ก็ว่ากันไปในวิถีทางการเมือง ที่ต่างฝ่ายต่างความคิดเห็นเลือกที่จะใช้ช่องทาง "ปกติ" ที่เปิดไว้แสดงความคิดเห็นของกลุ่มพวกตนไป
เพราะเมื่อมาถึงจุดนี้แล้ว "เผาเลยครับพี่น้อง" คงจะไม่มีใครอุตริไปยุแยงให้ผู้ที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองเดียวกับตนกระทำผิดกฎหมายอีกเป็นแน่
เมื่อกระบวนการแก้รัฐธรรมนูญเข้าสู่ขั้นตอนของ ส.ส.ร.แล้ว ก็ต้องจับตาดูกันว่า ขั้นตอนที่จะนำไปสู่จุดมุ่งหมายที่วางเอาไว้นั้นจะเป็นอย่างไร
เพราะชัดเจนว่า หากจุดมุ่งหมายได้ถูกวางเอาไว้แต่แรก คำมั่นสัญญาว่าจะแก้ ผลผลิตจาก คมช.ก็คงมีขึ้น และลุล่วงตั้งแต่รัฐบาลสมัคร สุนทรเวช
แต่ถึงจะเตรียมการไว้พร้อมพรัก ก็ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายนัก ที่จะไปจัดการปรับเปลี่ยนแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่พรรคเพื่อไทยตั้งเป้าเอาไว้ว่าจะแก้ไขทั้งฉบับได้อย่างราบรื่น
"คนคำนวณหรือจะสู้ฟ้าลิขิต"
เพราะสิ่งที่ไม่คาดฝันมันเกิดขึ้นในช่วงนี้ถึง 2 เรื่อง 2 ราว
หนึ่งเป็นเรื่อง พ.ร.ก.กู้เงิน 2 ฉบับ ที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดจะชี้ชะตาว่าขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 184 หรือไม่ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์นี้
ไม่ขัดก็แล้วไป รัฐบาลเดินหน้ากู้เงินต่อ
แต่ถ้าเกิดขัดหรือแย้งขึ้นมา ไอ้ที่บอกว่า ถ้ากฎหมายตก ก็ไปยกร่างเป็น พ.ร.บ.แล้วเอาเข้าสภา ถ้าสภาผ่านก็ถือว่าจบ นั่นเป็นการพูดแบบไร้ความรับผิดชอบ ไม่สมควรที่จะมาเป็น "ผู้แทนประชาชน"
ก็ในเมื่อ "พระราชกำหนด" เป็นกฎหมายที่ออกโดยฝ่ายบริหาร แต่เมื่อฝ่ายบริหารซึ่งได้ใช้ความรู้ ความรอบคอบ ความเชี่ยวชาญพิจารณาแล้วว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน และจำเป็น จึงได้ใช้อำนาจบริหารออกกฎหมายมาบังคับใช้ และกฎหมายนั้นก็ถือว่า มีผลทางกฎหมายไปแล้ว ถึงแม้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะออกปากเตือนรัฐบาลว่า อย่าเพิ่งไปกู้ ขอให้ดูคำวินิจฉัยออกมาก่อนก็ตาม
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า พอไม่กู้เงินเขา ก็ถือว่าความผิดยังไม่สำเร็จเสียเมื่อไหร่
ตรงนี้กระมังที่ทำให้คนในรัฐบาลถึงกับ "ขาสั่น" กลัวจะตกเก้าอี้ก่อนวันอันควร ก็เลยรีบออกมาปกป้อง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีกันเป็นพัลวัน
บอกว่า ถึงพระราชกำหนดขัดต่อรัฐธรรมนูญ นายกฯ ก็ไม่ต้องรับผิดชอบ
พูดได้เต็มปากเต็มคำ ทั้งที่นายกรัฐมนตรีคือ "ประมุขฝ่ายบริหาร" แต่เมื่อฝ่ายบริหารทำงานผิดพลาดแล้วถึงไม่ต้องรับผิดชอบ กลับไม่ตั้งคำถามกันบ้าง
เอาเถอะ!.. ถ้าเกิดเคราะห์ซ้ำกรรมซัด วิบัติเป็น เกิดศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พระราชกำหนดขัดต่อรัฐธรรมนูญ แล้วเกิดยิ่งลักษณ์ไม่แสดงความรับผิดชอบแล้วเกิดฝ่ายค้านเขาไปฟ้องร้องว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ก็อย่าไปว่าเขารังแกผู้หญิงก็แล้วกัน
เพราะหากเป็นแบบนี้ไม่ว่านายกฯ จะเป็นหญิงหรือชาย ก็คงจะโดนเหมือนกันหมด
ส่วนอีกเรื่องก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่อง ว.5 โฟร์ซีซันส์ ที่แม้ล่าสุด ยิ่งลักษณ์เองจะออกมายืนยันว่าไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน พร้อมกับวิงวอนให้เข้าใจว่า มีนักธุรกิจที่ต้องการให้ข้อคิดโดยไม่หวังผลประโชน์อยู่จริงๆ
เรื่องนี้เป็นประเด็นที่ฝ่ายค้านเอาไปหากินได้ไม่เลิก และจะเป็นสิ่งกวนใจยิ่งลักษณ์ไปอีกนาน ถึงแม้ว่าจะพยายามชี้แจงแค่ไหน แต่คำถามก็จะงอกออกมาเรื่อยๆ
เพราะรากเหง้าของเรื่องก็คือ สิ่งที่ยิ่งลักษณ์ไปพูดคุยกับกลุ่มนักธุรกิจในบ่ายวันนั้น ไม่อาจนำมาเปิดเผยต่อสาธารณะได้
ยิ่งเป็นเรื่องที่ก้ำกึ่งว่าจะเป็นผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะนักธุรกิจที่ไปร่วมโต๊ะที่โฟร์ซีซันส์ หากดูตามรายงานข่าวของสื่อมวลชนแล้ว ก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกล โดยเฉพาะที่รายงานข่าวว่า มีคนจากบริษัทเอสซี แอสเสท ที่ยิ่งลักษณ์เคยเป็นผู้บริหารสูงสุดก่อนลาออกมาเพื่อลงเล่นการเมือง ก็ยิ่งชวนให้สังคมตั้งคำถามถึงความเหมาะสม
สองเรื่องที่ว่านี้จะเป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมายของ ทักษิณ ชินวัตร ที่ไม่ได้คิดไว้ล่วงหน้า แต่กลับต้องปวดหัวกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะมันจะไปกระทบกับแผนที่วางเอาไว้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แน่นอนหากไม่มียิ่งลักษณ์ ในพรรคเพื่อไทยก็ยังมีคนที่น่าจะก้าวขึ้นมารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ แต่ปัญหาก็คือ ใครละที่จะทำได้เหมือนกับ "โคลนนิ่ง" ที่ทักษิณสร้างขึ้นมากับมือ
.........
(หมายเหตุ : คนคำนวณหรือจะสู้ฟ้าลิขิต : ขยายปมร้อนโดยศรุติ ศรุตา)



