เจาะประเด็นร้อน

คำพิพากษาคดียุบพรรคพลังประชาชน

เกาะติดข่าวสาร >> คมชัดลึก ออนไลน์
logoline

คำพิพากษาคดียุบพรรคพลังประชาชน นายชัช ชลวร ประธานศาลรัฐธรรมนูญ อ่านคำวินิจฉัยในคดีที่อัยการสูงสุดยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยยุบพรรคพลังประชาชน ซึ่งประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยมี 3 ประเด็น ประเด็นที่ 1 คือ นายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.เลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว.หรือไม่ ประเด็นที่ 2 มีเหตุสมควรให้ยุบพรรคที่ถูกร้องหรือไม่ ประเด็นที่ 3 หัวหน้าพรรค และคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ถูกยุบต้องถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหรือไม่ ประเด็นแรกที่ระบุว่า นายยงยุทธกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.เลือกตั้ง หรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าประเด็นปัญหาการทำความผิดศาลฎีกามีคำวินิจฉัยไว้แล้วว่านายยงยุทธกระทำการฝ่าฝืน พ.ร.บ.เลือกตั้ง มาตรา 53 และทำให้การเลือกตั้ง ส.ส. ที่ จ.เชียงราย มิได้เป็นไปโดยสุจริต ตามคำสั่งของศาลฎีกาที่ 5019/2551 เรื่องนี้ศาลฎีกาได้พิจารณาแล้วว่ามีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า นายยงยุทธกระทำการฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้งมาตรา 53 และมีผลให้การเลือกตั้ง ส.ส.เชียงราย ไม่ได้เป็นไปโดยสุจริต และเที่ยงธรรม ประเด็นนี้จึงยุติตามคำสั่งของศาลฎีกาแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญย่อมไม่มีอำนาจเข้าไปตรวจสอบ อีกทั้งศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้มีอำนาจรับวินิจฉัย หรืออุทธรณ์ หรือเปลี่ยนแปลงคำสั่งของศาลฎีกา ประเด็นที่ผู้ถูกร้องอ้างว่าการกระทำของนายยงยุทธเกิดขึ้นก่อนที่พรรคจะมีมติส่งนายยงยุทธลงรับสมัครเลือกตั้งจึงยังไม่ถือว่าเป็นผู้สมัคร ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าศาลฎีกาได้วินิจฉัยในประเด็นนี้แล้วว่า แม้จะทำก่อนลงสมัครรับเลือกตั้งก็ตาม แต่ภายหลังก็ได้สมัครรับเลือกตั้ง ก็ถือว่าเป็นการกระทำในฐานะผู้สมัครรับเลือกตั้ง ดังนั้น จึงไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญที่จะวินิจฉัยเป็นอย่างอื่นเช่นกัน ประเด็นต่อมาที่ต้องวินิจฉัยว่าสมควรจะต้องยุบพรรคการเมืองหรือไม่นั้น เห็นว่าตามรัฐธรรมนูญมาตรา 237 วรรคสอง บัญญัติว่า หากมีการทำผิดของผู้สมัครรับเลือกตั้ง และมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าหัวหน้าพรรคหรือกรรมการบริหารมีส่วนรู้เห็นหรือปล่อยปละละเลยการกระทำนั้น หรือมิได้ยับยั้ง ให้ถือว่าพรรคการเมืองนั้นกระทำการให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองโดยวิถีทางที่ไม่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 68 และบัญญัติอีกว่า หากศาลมีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมืองก็ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคมีกำหนดเวลา 5 ปี นับตั้งแต่ศาลมีคำสั่ง บทบัญญัติดังกล่าวเป็นข้อสันนิษฐานเด็ดขาดว่า หากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ากรรมการบริหารพรรคผู้ใดมีส่วนรู้เห็นหรือปล่อยปละละเลยการกระทำของผู้สมัครรับเลือกตั้ง หรือไม่แก้ไขให้สุจริตและเที่ยงธรรม กฎหมายให้ถือว่าพรรคการเมืองนั้นกระทำการให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองโดยวิถีทางอันไม่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ แม้ข้อเท็จจริง พรรคการเมืองหรือหัวหน้าพรรคจะไม่มีส่วนร่วมก็ได้ แต่กฎหมายถือว่าเป็นผู้กระทำ จึงเป็นข้อยุติที่ไม่อาจโต้แย้งได้ และศาลรัฐธรรมนูญก็มิอาจวินิจฉัยเป็นอื่นได้ คดีนี้จึงถือมีเหตุตามกฎหมายที่ศาลจะต้องวินิจฉัยว่าสมควรยุบพรรคการเมืองผู้ถูกร้องหรือไม่ ผู้ถูกร้องเป็นพรรคการเมืองที่เป็นองค์กรที่มีความสำคัญยิ่งของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ต้องเป็นตัวอย่างที่ถูกต้องชอบธรรมและสุจริต การได้มาซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของผู้ถูกร้อง ควรได้มาด้วยความบริสุทธิ์ ด้วยความนิยมในตัวผู้สมัครรับเลือกตั้งและพรรคการเมืองเป็นหลัก ไม่ใช่เพราะผลประโยชน์หรืออามิสสินจ้างที่เป็นเหตุจูงใจให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งลงคะแนนให้ กรรมการบริหารพรรคทุกคนควรช่วยทำหน้าที่ควบคุม และดูแลผู้สมัครรับเลือกตั้งที่พรรคส่ง ตลอดจนกรรมการบริหารพรรคด้วยกันเอง ไม่ให้กระทำการฝ่าฝืนกฎหมาย แต่นายยงยุทธกลับใช้วิธีที่ผิดกฎหมายให้ตัวเองได้รับการเลือกตั้ง ทำให้พรรคการเมืองได้รับ ส.ส.เพิ่มขึ้น ซึ่งผู้ถูกร้องถือว่าได้รับประโยชน์ และกรณีนี้เป็นเรื่องร้ายแรง ประเด็นต่อมา หัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ถูกร้อง จะต้องถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหรือไม่ ศาลเห็นว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 237 วรรคสอง บัญญัติว่า ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยุบพรรค ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคการเมืองมีกำหนด 5 ปี นับจากวันที่มีคำสั่งให้ยุบพรรค ตรงกับมาตรา 68 วรรคสี่ ที่บัญญัติไว้เช่นเดียวกัน บทบัญญัติดังกล่าวเป็นข้อบังคับทางกฎหมาย เมื่อศาลมีคำสั่งยุบพรรคแล้วจะต้องเพิกถอนสิทธิของหัวหน้าและกรรมการบริหารพรรคที่อยู่ในขณะกระทำความผิดเป็นเวลา 5 ปี ซึ่งศาลไม่มีดุลพินิจจะสั่งเป็นอื่นได้ ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีมติเอกฉันท์วินิจฉัยว่า ควรยุบพรรคพลังประชาชน เนื่องจากนายยงยุทธทำความผิดตาม พ.ร.บ.เลือกตั้ง ซึ่งไม่เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 68 และมาตรา 237 วรรคสอง และให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค ซึ่งอยู่ในตำแหน่งในขณะที่กระทำความผิดเป็นระยะเวลา 5 ปี นับตั้งแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยุบพรรค
logoline
แท็กที่เกี่ยวข้อง