
มีไหม'ความจริง'กับ'มาตรการ'ที่ชัดเจน
มีไหม'ความจริง'กับ'มาตรการ'ที่ชัดเจน : ขยายปมร้อน โดย ศรายุทธ สายคำมี [email protected]
ทั้งที่เกือบจะ100% ที่เหตุการณ์ระเบิดโดยชายชาวอิหร่าน3 คน หนีไปได้ 1 คน ถูกจับได้คาสนามบินสุวรรณภูมิ 1 คน อีกคนขาขาดนอนอยู่ในที่เกิดเหตุข้างโรงเรียนนั่นคือ "การก่อการร้าย"
แต่ก็ไม่มีใครในรัฐบาลกล้าพอที่จะสรุปว่านั่นคือการก่อการร้าย หรือการเตรียมการเพื่อไปก่อการร้าย
ถึงแม้ว่าชนิดของระเบิดที่ตรวจพบจะเป็นลักษณะคล้ายกับที่รถเจ้าหน้าที่ทูตอิสราเอลในจอร์เจีย หรือกรณีถล่มเจ้าหน้าที่ทูตอิสราเอลที่ อินเดีย
แล้วก็ชัดเจนว่าการใช้ระเบิดประเภทนี้มุ่งสังหารบุคคล (ยกเว้นว่าไปเพิ่มสารประกอบให้มีปริมาณมากขึ้นและวัสดุห่อหุ้มที่มีขนาดใหญ่ขึ้น)
และก็ชัดเจนว่าพฤติกรรมของมาเฟียรัสเซียที่ปกติจะก่อเหตุข่มขู่รีดไถกันเฉพาะพวกพ้องที่มาจากชาติเดียวกันนั้น มักจะใช้ปืนเป็นหลัก
แต่ทางฝ่ายรัฐบาลก็ยังไม่กล้าที่จะฟันธงว่านั่นคือการก่อการร้าย หรือการเตรียมการก่อการร้าย
แม้กระทั่งการชี้แจงเรื่องนี้ของหน่วยงานด้านความมั่นคงทั้งหลายก็อ้ำอึ้งอึกอักเพราะเกรงว่าจะกระทบกับ "ธง" ของรัฐบาลที่อยู่ในบทบาทนำในการตัดสินใจว่าจะนำพาประเทศไทยไปในทิศทางใด ในขณะที่เรายังคงพึ่งพาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นตัวเพิ่มรายได้ให้แก่ประเทศ
กระทรวงการต่างประเทศจะดำเนินนโยบายอย่างไรในเมื่อสถานการณ์โลกเปลี่ยนไปและความขัดแย้งที่ตะวันออกกลางระหว่างอิหร่านกับสหรัฐและอิสราเอลยังคงร้อนระอุ
การเปิดโล่งให้เป็นที่พักพิงพักของ และผ่านออกไปอย่างที่เคยเป็นจะยังทำให้ประเทศไทยปลอดภัยจากการก่อการร้ายหรือไม่
แต่ไม่ใช่การ"วิงวอนผู้ก่อการร้าย อย่าใช้ไทยเป็นฐานก่อเหตุ" อย่างที่ สุรพงษ์โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ แถลงแน่ๆ
ถึงแม้ว่าวันนี้10 ประเทศได้ออกประกาศเตือนพลเมืองของตนที่เดินทางมาไทยแล้วก็ตาม (สหรัฐอเมริกา อังกฤษ นิวซีแลนด์ แคนาดา เนเธอร์แลนด์ ออสเตรีย บราซิล นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น และไอร์แลนด์)
แต่ก็ยังดีที่สุรพงษ์ ได้กำชับให้เพิ่มความเข้มงวดในการออกวีซ่าเมื่อเดินทางมาถึงไทย และสถานทูต สถานกงสุลไทยทุกแห่งก็ให้เข้มงวดด้วย ..ถึงแม้จะดูเหมือน "วัวหายแล้วล้อมคอก" เพราะมาตรการนี้น่าจะมีตั้งแต่อิสราเอลเตือนตั้งแต่รอบแรกแล้วก็ตาม
ส่วนวิธีการปลุกปลอบลูบหัวลูบไหล่ไม่มีอะไรอย่าตื่น อย่างที่ ร.ต.อ.เฉลิมอยู่บำรุง ใช้นั้นอาจจะดูหวังดี แต่ทุกวันนี้ข้อมูลข่าวสารมันไว อะไรที่มันไม่จริง หรือจริงแค่ครึ่งเดียว มันจะกลายเป็นดาบสองคมที่ลบล้างความน่าเชื่อถือ "รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง"
แล้วการที่จะไปทำหน้าที่ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล หรือ ผู้บังคับการ ด้วยการเชิญเจ้าของบ้านเช่าอพาร์ตเมนต์มาคุย ก็ไม่ใช่เรื่องระดับนโยบายที่มือชั้นรองนายกฯ จะต้องลงไปคลุก
แต่ครั้นจะเอาอย่างนายกฯ ยิ่งลักษณ์ชินวัตร ที่ยังหลงใหลไปกับทัวร์นกขมิ้น ที่นครสวรรค์ จนไม่ยอมกลับมาดูเหตุระเบิดกลางกรุง แล้วพูดจาคลุมๆ เครือๆ เหมือนจะมีความรู้เพื่อให้ชาวบ้านได้เบาใจว่า ได้สั่งการไปแล้ว มันก็ไม่ไหว
เพราะที่สั่งไปนั้นแต่ละคนไม่ได้พูดจาทำให้ชาวบ้านได้รับรู้ "ความจริง" ที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทยเลยแม้แต่น้อย
ตรงนั้นทำให้ธุรกิจการท่องเที่ยวซึ่งอ่อนไหวต่อเรื่องนี้เกิดผลกระทบในทันทีถึงแม้จะเชื่อว่า ผลที่เกิดขึ้นจะเป็นเพียงแค่ช่วงสั้นๆ ก็ตาม
เหตุการณ์ระเบิดที่เกิดขึ้นแม้หน่วยงานรัฐบาลและระดับนโยบายจะยังไม่ยอมรับว่านั่นคือการก่อการร้าย หรือการเตรียมการก่อการร้าย แต่เสียงเตือนพลเมืองของตนในหลายประเทศทั่วโลกนั้นทำให้ได้บทสรุปไปเรียบร้อยแล้ว
รัฐบาลและหน่วยงานด้านความมั่นคงที่รับนโยบายในการพูดการชี้แจงอย่างไรก็ได้ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น การตื่นตระหนกให้มากที่สุด
แต่ละเลย"ความจริง" และ "มาตรการ" ที่จะจัดการกับความจริงที่ว่านั้นต่างหากว่า ทั้งนโยบาย เครื่องไม้เครื่องมือ รวมถึงบุคลากรที่มีอยู่นั้น สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน และนักท่องเที่ยวต่างชาติได้หรือไม่
"ความจริง" ที่ว่านั้นอาจจะสวนทางกับความเชื่อเดิมที่ว่า ประเทศไทยไม่ใช่ฐานในการก่อการร้าย แต่ประเทศไทย อาจเป็นจุดที่อาจเกิดการก่อการร้ายได้ หากเมื่อใด ความตื่นตัว ความย่อหย่อนในประสิทธิภาพของเจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเกิดขึ้น
ส่วน"มาตรการ" ที่จะสร้างความเชื่อมั่นนั้น จะต้องออกมาจาก "ผู้นำ" ที่เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินเช่นี้ จะต้องรีบออกมาสร้างความเชื่อมั่นด้วยสรรพสิ่งที่มี รวมทั้งชี้แจงแผนคร่าวๆ ด้านความมั่นคง เพื่อให้ประชาชนอุ่นใจ
ไม่ใช่ตบตูดลูบหลังเหมือนตอนจะกล่อมลูกนอน
...........
(หมายเหตุ : มีไหม'ความจริง'กับ'มาตรการ'ที่ชัดเจน : ขยายปมร้อน โดย ศรายุทธ สายคำมี [email protected])



