คอลัมนิสต์

แป๊ะเจี๊ยะแปลงร่าง

แป๊ะเจี๊ยะแปลงร่าง

15 ก.พ. 2555

แป๊ะเจี๊ยะแปลงร่าง : บทบรรณาธิการประจำวันที่15ก.พ.2555

             ถ้อยแถลงตอนหนึ่งของ นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รมว.ศึกษาธิการ ระหว่างประชุมมอบนโยบายให้ผู้อำนวยการโรงเรียนประจำจังหวัดทั่วประเทศ ผู้อำนวยการโรงเรียนที่มีวัตถุประสงค์พิเศษและผู้อำนวยการโรงเรียนประถมศึกษาในกทม. ในงานสัมมนาเรื่อง "รับนักเรียนปีการศึกษา 2555" ฟังแล้วใครต่อใครก็พากันตกอกตกใจ เพราะเรื่องแป๊ะเจี๊ยะที่ประเทศไทยเพียรแก้ปัญหาเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกันมายาวนานนั้น รมว.ศึกษาฯ คนใหม่ได้เปลี่ยนเป็นเงินบริจาคไปแล้ว
 
             ประเด็นของ รมว.ศึกษาธิการ ก็คือ ถ้าสถานศึกษาแห่งไหน บอกว่างบประมาณที่กระทรวงจัดให้ไม่พอ จะรับเงินบริจาคก็ประกาศให้โปร่งใส อาจจัดห้องเรียนเพิ่มเติมไป แต่เด็กก็ต้องมีความสามารถพอสมควร ถ้าไม่มีความสามารถเลย ก็คงไปรับบริจาคไม่ไหว เพราะฉะนั้นเด็กก็ต้องมีความสามารถพอสมควร มีห้องเรียนเฉพาะอีกห้อง และต้องเอาเงินบริจาคมากระจายให้ทั่วโรงเรียน
 
             นโยบายของนายสุชาติ เป็นเรื่องที่ต้องใช้ความกล้าพอสมควรในการนำเสนอ แต่ความกล้านั้นไม่ได้หมายความจะเป็นเรื่องที่ถูกต้อง หรือน่ายกย่องเสมอไป เพราะไม่ว่าจะใช้คำว่า แป๊ะเจี๊ยะ หรือ เงินบริจาค ก็มีความหมายไม่ต่างกัน ใช้เงิน กรุยทางเพื่อเข้าถึงการศึกษาเหมือนกัน ถึงแม้นายสุชาติ พยายามบอกให้โรงเรียนที่จะเดินตามแนวทางนี้ให้ไปจัดห้องเรียนพิเศษเพิ่มเติม แต่ก็ดูเหมือนเป็นแนวทางคร่าวๆ ทั้งที่น่าจะระบุถึงความพร้อมของโรงเรียนที่จะใช้แนวทางนี้ไปเลยว่า ห้องเรียนพิเศษ ต้องประกอบด้วยอะไรบ้าง ต้องมีครูพิเศษที่มีความรู้ความสามารถอย่างไรบ้าง เพื่อที่จะไม่ให้ไปเบียดเบียนสิทธิขั้นพื้นฐานของเด็กนักเรียนอื่นที่มาโดยแนวทางปกติ
 
             รัฐธรรมนูญได้มีบทบัญญัติไว้อย่างชัดเจน ให้รัฐจัดการศึกษาไว้ใน มาตรา 10 โดยบัญญัติว่า รัฐต้องจัดให้บุคคลมีสิทธิและโอกาสเสมอกันในการปรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย หากว่ากันตามตัวอักษร แนวทางของ รมว.ศึกษาฯ ก็ล่อแหลมต่อมาตรานี้เป็นอย่างยิ่ง เพราะผลักภาระไปให้บรรดาผู้อำนวยการโรงเรียนทั้งหลายไปบริหารจัดการอย่างไรก็ได้เพื่อให้เกิดความเท่าเทียม ทั้งที่แนวทางนี้คือการแยกเด็กในโรงเรียนเดียวกันออกเป็นสองกลุ่ม ด้วยความที่มีที่มาแตกต่างกัน แล้วก็ยังไม่นับถึงว่า เมื่อเข้ามาแล้วความแตกต่างกันนี้จะก่อให้เกิดปัญหาความเหลื่อมตามมาอีกหรือไม่ อีกทั้งมาตรวัดความสามารถอันอ่อนไหวของแต่ละโรงเรียนนั้น สุดท้ายจะกลายเป็นทางลัดให้เด็กพิเศษเหล่านั้นเบี่ยงเบน หรือไปเผชิญกับปัญหาที่เลวร้ายกว่าเดิมหรือไม่
 
             สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือปรัชญาด้านความเท่าเทียมในเข้าถึงการศึกษา และการทำหน้าที่ของรัฐว่าได้จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานได้อย่างเต็มที่แล้วหรือไม่ ถ้ายังก็ต้องถามกันว่าเป็นเพราะเหตุใด แล้วทำไมถึงไม่ทำตรงนี้ให้เต็มที่ ส่วนมาตรการเอาเรื่องใต้โต๊ะขึ้นมาวางอย่างเปิดเผยและออกจะเป็นการให้เกียรติว่าเป็นเด็กพิเศษนั้นคงไม่ต้องพูดถึง เพราะมันสะท้อนตัวตนของตัวเองอยู่แล้ว