
เบื้องหลังนกขมิ้น
เบื้องหลังนกขมิ้น : ขยายปมร้อน โดย ศรุติ ศรุตา
เอาเข้าจริงทัวร์นกขมิ้น ของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ก็อาจไม่ได้มีผลอะไรมากมาย เพียงแค่ได้เห็นพื้นที่จริงเท่านั้น
เพราะตามจริงแล้ว "ทัวร์นกขมิ้น" แบบค่ำไหนนอนนั่นเหมือนที่พี่ชายเคยทำแล้วได้ใจชาวบ้าน ถูกวางเอาไว้ตั้งแต่แรกที่จะเข้ามาทำหน้าที่บริหารประเทศแล้ว
เพียงแต่ว่า ไม่มีโอกาสทัวร์ เพราะดันมาเจอเข้ากับเหตุการณ์มหาอุทกภัยพอดี
พอดีเข้าหน้าแล้งก็เลยได้มีโอกาสไปถามไถ่สารทุกข์สุกดิบของชาวบ้าน พร้อมกับแสดงท่าทีห่วงหาอาทรกันจริงจัง สร้างความมั่นใจให้แก่ชาวบ้านหลังเผชิญกับอภิมหาวิกฤติตั้งแต่ปีที่ผ่านมา
คนที่ชอบค่อนขอดค่อนแคะก็จะบอกว่า มันก็แค่มุกเก่าๆ ที่พี่ชายเคยทำ "การตลาดนำการเมือง" เท่านั้นเอง...ซึ่งก็ว่ากันไป
แต่จะว่าไปแล้ววิกฤติการณ์ที่ผ่านมานั้นมันรุนแรงและสร้างความเสียหายให้แก่ภาคเศรษฐกิจ สังคม การเมืองอย่างรุนแรง ชนิดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ยับกว่า "ต้มยำกุ้ง" ยุคพ่อใหญ่จิ๋วเสียอีก
1.4 ล้านล้านบาทคือตัวเลขความเสียหายในวันนี้ เทียบกับยุคต้มยำกุ้งแล้วเด็กๆ ไปเลย เทียบกันแล้ว 3-4 เท่าเลยทีเดียว
เรียกได้ว่ายับเยินห่างกันเยอะ !
อีกอย่าง ต้มยำกุ้งมันยับเฉพาะแค่ภาคการเงิน แต่นี่มาครบ จัดเต็ม
ข่าวสารที่เข้ามายังหน่วยงานด้านความมั่นคงในวันนี้จึงเป็นข่าวสารที่ไม่ค่อยดีนัก โดยเฉพาะเรื่องรายได้ของรัฐบาลที่ส่วนใหญ่มาจากเงินภาษี ซึ่งช่วงนี้ก็เป็นช่วงที่บุคคลธรรมดาและนิติบุคคลเตรียมเอกสารหลักฐานไปชี้แจง-จ่ายภาษีเพื่อให้รัฐนำเอาเงินไปบริหารประเทศ
ข่าวไม่ดีที่ว่าก็คือตัวเลขผู้เสียภาษีจำนวนมากทำท่าว่าจะ "เบี้ยว"
ไม่แค่เพราะว่าเจอวิกฤติหนัก หากแต่หลายคนจงใจ "เบี้ยว"
เหตุผลก็คือ คนเหล่านั้นมองว่า ในภาวะที่ประเทศกำลังซวนทรุด แต่นโยบายรัฐบาลกลับมุ่งเทงบประมาณที่มีอยู่น้อยนิดลงไปที่โครงการประชานิยม เอาเงินไปใช้จ่ายเพื่อสร้างภาพลักษณ์ทางการเมือง
เพียงเพื่อทำให้ชาวบ้านเห็นว่า ที่สัญญาเอาไว้ ก็ได้ทำแล้ว ทั้งที่นโยบายเหล่านั้นไม่ใช่ความจำเป็นเร่งด่วน
คนเราลงได้ไม่พอใจกันแล้ว พอเห็นรัฐบาลโหมโฆษณาทัวร์นกขมิ้น ก็ยิ่งมองไปว่า นั่นคือการกลบข่าวความล้มเหลว
นอกจากเรื่องที่ว่าแล้ว ยิ่งลักษณ์ เองก็ยังเผชิญกับมรสุมที่ไม่คาดฝันอีกหลายเรื่อง
1.ภารกิจลับ ว.5 ชั้น 7 ที่โรงแรมโฟร์ซีซันส์ นับเป็นข้อหาที่อันตรายสุดๆ สำหรับนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นต่อสถานะทางการเมือง หรือส่วนตัวที่เกี่ยวเนื่องไปถึง จริยธรรม และศีลธรรม
การประเมินจากกระแสข่าวที่เข้ามาทำให้หน่วยงานด้านความมั่นคงมองว่า หากนายกรัฐมนตรีไม่เร่งเคลียร์ตัวเองจากปัญหานี้ ก็ไม่มีทรง จะมีก็แต่ทรุดลูกเดียว
จาก "นารีขี่ม้าขาว" หรือ "นารีขี่แดง" ก็จะกลายเป็นอย่างอื่นที่กระทบโดยตรงต่อ ยิ่งลักษณ์ และครอบครัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
2.การนำเรื่องทัวร์นกขมิ้นมากลบเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง
เพราะเรื่องแก้รัฐธรรมนูญนั้นมีคำตอบที่ชัดเจนอยู่แล้วว่า เนื้อหาที่จะแก้นั้นเป็นอย่างไร แก้ตรงไหน จะมาอ้างว่า ขึ้นอยู่กับ ส.ส.ร. ก็คงจะไม่ทำให้คนที่ไม่เห็นด้วยฟังขึ้น คำถามก็ยังต้องเอ็ดอึงว่า แก้รัฐธรรมนูญเพื่อใครอยู่ดี
ก็ในเมื่อความเป็นจริงนั้นชัดเจนแล้วว่า รัฐธรรมนูญปี 2550 ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อพรรคเพื่อไทย เลยแม้แต่น้อย
จากรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช รัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และมาถึงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ก็ได้ชัยชนะภายใต้กรอบการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้
เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อชัยชนะ จึงไม่แปลกที่สปอตไลท์จะฉายจับไปที่การแก้ไขครั้งนี้ก็เพื่อให้ ทักษิณ ชินวัตร พ้นมลทิน และเดินทางกลับประเทศไทยได้อย่างสง่าผ่าเผย
ก็ด้วยข้ออ้างที่ว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นผลพวงมาจากเผด็จการรัฐประหาร เหมือนอย่างที่ "นิติราษฎร์" อันเป็นที่รักของ นปช. เขาว่าเอาไว้นั่นปะไร
ถ้าหากมาแนวนี้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ต้องจับตาที่ การเปลี่ยนแปลงอันเนื่องมาจากการยึดอำนาจเมื่อ 19 กันยายน 2549 โดยเฉพาะมาตรา 36-37 ที่ต้องเขียนใหม่ว่า "ไม่เคยเกิดขึ้นและคำวินิจฉัยของศาลที่มาจากเหตุผลของการปฏิวัติ ก็ไม่มีผลทางกฎหมาย"
แน่นอนว่า คดีที่ คตส.ฟ้องค้างศาลนักการเมืองอยู่นั้นก็ต้องยุติไปโดยปริยาย
การจะเขียนในรัฐธรรมนูญให้เนียนขึ้นอีกนิดก็คือ ใส่ในบทเฉพาะกาลในทำนองว่า "เหตุการณ์ใดที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2549 จากคำสั่งของ คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ คปค. ให้ถือว่าเป็นการสูญเปล่า เป็นโมฆะ ไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ใดๆ ได้"
ถ้าออกมาอย่างนี้ ก็จบข่าว ลิเกเลิก !
เพราะนั่นหมายความว่า คดีที่ดินรัชดาฯ ที่ศาลสั่งจำคุกไป 2 ปี ก็ต้องยกไป เช่นเดียวกับที่ศาลสั่งยึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาท ก็ต้องคืน อีก 17 คดีที่อยู่ในศาลนักการเมืองก็ต้องจำหน่าย
ถ้าออกมาอย่างนี้ใครจะว่า นี่มันระบอบ ทักษิณ เพื่อทักษิณ โดยทักษิณ ก็คงไม่มีใครฟังแล้วตอนนั้น
แต่ที่แน่ๆ ถ้ามันจะออกมาอย่างนั้นจริง มีการประเมินกันแล้วว่า ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะปี 2552 ลงทุนไปประมาณ 500 ล้าน ปีถัดมา 5,000 ล้าน
คุ้มจริงๆ !
.........
(หมายเหตุ : เบื้องหลังนกขมิ้น : ขยายปมร้อน โดย ศรุติ ศรุตา)



