
เจตนารมณ์ของกฎหมาย
เจตนารมณ์ของกฎหมาย : บทบรรณาธิการประจำวันที่14ก.พ.2555
กรณีศาลปกครองกลางมีคำสั่งให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้อำนวยการเขตปทุมวัน ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 กับโรงแรมดิเอทัส ซึ่งเป็นอาคารที่มีความสูงเกินกฎหมายกำหนด ที่ปลูกสร้างในซอยร่วมฤดี ถนนเพลินจิต เขตปทุมวัน ทั้งที่ซอยแห่งนั้นมีพื้นถนนกว้างไม่ถึง 10 เมตร ตามข้อบังคับในกฎกระทรวงฉบับที่ 33 (2535) ในข้อ 2 ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 นอกจากเป็นคดีตัวอย่างที่ กทม.จะต้องแสดงความรับผิดชอบในฐานะที่ได้อนุมัติให้ก่อสร้างอาคารนั้นได้ พร้อมกับเร่งสอบสวนเพื่อให้เกิดความกระจ่างต่อสังคม เพื่อหาผู้กระทำความผิดมาดำเนินการทางกฎหมาย รวมไปถึงการวางมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องเช่นนี้อีกแล้ว การพิจารณาเรื่องการบังคับใช้กฎหมายโดยเคร่งครัดก็จำเป็นยิ่ง
ว่ากันว่าในพื้นที่กรุงเทพมหานคร อันเป็นเมืองแห่งความแออัดยัดเยียด ราคาที่ดินใจกลางเมืองแพงดั่งทองคำ อาคารสูงเบียดแทรกขึ้นตามตรอกซอกซอยต่างๆ แทบไม่เว้นวัน เพื่อสนองความต้องการทั้งด้านที่อยู่อาศัย และใช้สอยในเชิงการพาณิชย์ เมื่ออุปสงค์มีมากเช่นนี้ จึงเป็นที่มาของการฝ่าฝืนกฎหมายจะด้วยเจตนาหรือไม่ก็ตาม เชื่อกันว่า ยังมีอาคารสูงกระทำผิดพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 อยู่เป็นจำนวนมาก หากภาคประชาชนหรือชุมชนไม่ร่วมมือร่วมใจกันตรวจสอบ หรือฟ้องร้องต่อศาลแล้ว ก็ดูประหนึ่งว่า ความผิดนั้นๆ จะกลายเป็นเรื่องปกติ ซึ่งต้องรอจนกระทั่งเกิดเหตุร้ายแรงขึ้น อย่างเช่น เพลิงไหม้อาคารสูง และรถพยาบาล หน่วยบรรเทาสาธารณภัย ไม่สามารถเข้าให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยตึกสูงภายในซอยแคบนั้นได้ จนกลายเป็นโศกนาฏกรรมแล้วจึงค่อยมานั่งไล่เบี้ยหาคนผิด หาคนรับผิดชอบ
อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดการฟ้องร้อง และศาลมีคำพิพากษากลับยังไม่มีใครแสดงบทบาทอย่างเข้มข้นในอันที่จะบังคับให้เป็นไปตามกฎหมาย หากแต่ปรากฏแต่ข้อโต้แย้งในเรื่องข้อเท็จจริง ซึ่งได้ผ่านการพิสูจน์จากพยานหลักฐานต่างๆ มาแล้วจนครบถ้วน คล้ายกับต้องการประวิงเวลาเพื่อรักษาผลประโยชน์ของบางฝ่ายเอาไว้ให้ยืนยาวที่สุด อย่างเช่น กรณีที่เคยเกิดกับการบังคับคดีกับห้างนิวเวิลด์ ย่านบางลำพู ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องพึงต้องพิจารณาถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายควบคุมอาคารด้วยว่า กำหนดไว้เพื่อพิทักษ์รักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและชุมชนเป็นหลัก การฟ้องร้องต่อศาลปกครองโดยประชาชนหรือแกนนำชุมชน จึงถือเป็นการส่งสัญญาณให้เกิดการตรวจสอบมาตรฐานและความถูกต้องของอาคารสูงต่างๆ ในกรุงเทพฯ ทั้งนี้ ไม่เพียงแต่เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายโดยเคร่งครัดเท่านั้น หากแต่ยังเป็นการดำเนินการในเชิงรุก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุร้ายแรงขึ้นในอนาคต อย่างที่เคยเกิดขึ้นมาหลายๆ ครั้งด้วยกัน เพราะการปล่อยปละละเลย เคยชินกับ "วัวหายแล้วล้อมคอก" รวมไปถึงการทุจริตคอรัปชั่น ทั้งหลายเหล่านี้ล้วนคือที่มาของความสูญเสียที่ไม่มีอะไรจะชดเชยได้



