
ข้อคิดจากนิทาน...
มีนิทานเทียบสุภาษิตที่เก่าแก่เรื่องหนึ่ง กล่าวถึงโทษของความไม่ปรองดองเอาไว้มีดังนี้ว่า...
ในกาลครั้งหนึ่งมีอาจารย์ผู้หนึ่งชื่อว่า สรวังสหะ มีลูกศิษย์อยู่ 2 คน ซึ่งแต่ละคนต่างก็มีหน้าที่เป็นกิจวัตรประจำวันคอยปรนนิบัติรับใช้อาจารย์อยู่อย่างหนึ่ง ก็คือนวดและล้างขาให้อาจารย์คนละข้าง
อาจารย์หารู้ไม่ว่าศิษย์ทั้งสองนี้ต่างก็มีใจจิตอิจฉาริษยาในซึ่งกันและกันอยู่เสมอ
ถึงวันหนึ่งอาจารย์สรวังสหะจำเป็นที่จะต้องใช้ให้ศิษย์ผู้มีหน้าที่นวดขาข้างขวาไปทำธุระยังหมู่บ้านแห่งหนึ่ง จึงได้บอกกับศิษย์ที่มีหน้าที่นวดขาข้างซ้ายว่า วันนี้เจ้าควรช่วยเอาน้ำมันทานวดและล้างขาข้างขวาให้อาจารย์ด้วย
ฝ่ายลูกศิษย์ขาข้างซ้ายเมื่อได้ยินดังนั้น ด้วยความอิจฉาก็คิดอยู่ในใจว่า เอ๊ะ...ไอ้ขาข้างขวานี่มัน ศัตรูของเรานี่
ลูกศิษย์ขาข้างซ้ายภายหลังจากที่ใช้น้ำมันนวดทาขาข้างขวาของอาจารย์สรวังสหะไปได้สักพักหนึ่ง ใจที่ริษยาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ก็เกิดอาการโกรธจัด จึงคว้าขาข้างขวาของอาจารย์ขึ้นมาหักด้วยกำลังอันแรงสุด
อาจารย์สรวังสหะซึ่งถูกหักขาข้างขวา ก็ได้แต่นอนร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวดไป
ในวันรุ่งขึ้นครั้นเมื่อลูกศิษย์ขาข้างขวาทำธุระให้อาจารย์เสร็จแล้ว กลับมาถึงอาศรมได้รู้เรื่อง และเห็นว่าขาข้างขวาของอาจารย์สรวังสหะหักอยู่ ก็พลันบังเกิดโทสะขึ้นดุจดังเพลิงสุม
ด้วยใจริษยาเช่นกัน หลังจากที่ด่าทอแช่งชักศิษย์ฝ่ายขาข้างซ้ายด้วยถ้อยคำต่างๆ แล้ว ก็ฉวยเอา ขาข้างซ้ายของอาจารย์ขึ้นมาหักเสียด้วยกำลังแรงสุดอีก อาจารย์สรวังสหะตอนนี้ขาจึงหักทั้งสองข้าง
ผู้ที่จมอยู่ในความทุกข์และเจ็บปวดอย่างสาหัสจึงได้แก่อาจารย์ผู้เป็นครูของลูกศิษย์ทั้งสอง ซึ่งมี ใจอิจฉาริษยากันอยู่เสมอ ด้วยประการฉะนี้...
นิทานเทียบสุภาษิตเรื่องนี้ จึงนับว่าเป็นตัวอย่างของความไม่ปรองดองที่น่าจะดีที่สุด โดยเฉพาะ อย่างยิ่งสำหรับเมืองไทยยามนี้ ที่มีแต่กลุ่มคนโง่ลุกขึ้นมาแข่งกันทำร้ายประเทศชาติของตนให้มีแต่ความเจ็บปวดและต้องพิการไปในที่สุด
“หยุดทำร้ายประเทศไทย หยุดใช้ความรุนแรง” นับว่าเป็นความคิดที่ดีครับ แต่จะให้ดีไปกว่านี้ ก็ต้องช่วยกันคิดต่อไปว่าต้นเหตุของความรุนแรงและการทำร้ายประเทศชาตินั้น แท้จริงแล้วเป็นใครและทำไมใครพวกนี้จึงสามารถทำให้คนไทยต้องแตกแยกกันอย่างรุนแรงได้มากถึงเพียงนี้
ถ้าหากว่ายัง (แสร้ง) คิดกันไม่ออก ต่อไป “อาจารย์สรวังสหะ” ซึ่งเสียขาไปแล้ว อาจจะถูกหักคอครับ



