คอลัมนิสต์

พรบ.กลาโหมศึกวัดใจ!ต่อรองมทภ.2-3คนใหม่

พรบ.กลาโหมศึกวัดใจ!ต่อรองมทภ.2-3คนใหม่

13 ก.พ. 2555

พรบ.กลาโหม'แหย่หนวดเสือ' ศึกวัดใจ!ต่อรองมทภ.2-3 คนใหม่ : ตะลุยกองทัพ โดย ทีมข่าวความมั่นคง

                  แม้ว่าบรรยากาศการประชุมสภากลาโหมนัดแรกของ พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (รมว.กลาโหม) กับผู้บัญชาการเหล่าทัพ ที่ประกอบไปด้วย พล.อ.เสถียร เพิ่มทองอินทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พล.ร.อ.สุรศักดิ์ หรุ่นเริงรมย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ เป็นไปอย่างชื่นมื่น ขาดเพียง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ที่ติดภารกิจที่ศูนย์การทหารราบ จ.ประจวบคีรีขันธ์
   
               แต่ข่าวการแก้ไขพระราชบัญญัติการจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2551 หรือ "พ.ร.บ.กลาโหม" ก็ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวของพรรคเพื่อไทย ที่หวังจะจัดระเบียบกองทัพให้อยู่ในกฎระเบียบกติกาที่ควรจะเป็น แม้ว่าจะมีเสียงคัดค้านจากกองทัพ และฝ่ายค้านก็ตาม
   
               ทว่า รัฐบาลพรรคเพื่อไทย โดยแรงผลักดันจากนายใหญ่ และกลุ่มคนเสื้อแดงก็เดินหน้ารื้อ พ.ร.บ.กลาโหมต่อไป โดยแขวน พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา อดีต รมว.กลาโหม ขึ้นไปดำรงตำแหน่ง "รองนายกรัฐมนตรี" หลังจากภารกิจในการแก้ไข พ.ร.บ.กลาโหม ไม่มีวี่แววว่าจะสำเร็จ
   
               เมื่อเป็นเช่นนี้ "นายใหญ่" จึงต้องเปลี่ยนเกมใหม่ โดยเอาเพื่อน ตท.10 ซึ่งมีบุคลิกคนละขั้วกับ "พี่ใหญ่ใจดี" อย่าง พล.อ.ยุทธศักดิ์ มาเป็นนายทหารที่มีบุคลิกดุดันอย่าง พล.อ.อ.สุกำพล เพื่อปลดล็อก พ.ร.บ.กลาโหม ที่กันการเมืองไม่ให้เข้ามาแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารระดับสูงในกองทัพ
   
               ตราบที่กองทัพยังเป็น "รัฐอิสระ" ที่ฝ่ายการเมืองไม่สามารถจัดวางคนของตัวเองเข้าไปคุมกำลังหลัก และคานอำนาจกับกลุ่มขั้วอำนาจเดิมได้ ตราบนั้นบัลลังก์ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ก็ไม่อาจสถาปนาอย่างมั่นคงได้ และมีสิทธิที่จะเกิด "อุบัติเหตุทางการเมือง" ได้เสมอ
   
               ประกอบกับข่าว "ขบวนการล้มรัฐบาล" ที่ไม่ว่าจะมาจากการปั่นกระแสกลบข่าวแก้รัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทยเอง หรือจะมาจากการซุ่มเช็กบิลรัฐบาลเพื่อไทยแบบลับๆ ก็ตาม แต่ของแบบนี้เมื่อมีควัน ย่อมมีไฟลอบปะทุขึ้น ณ ตรงจุดไหนสักแห่ง ดังนั้น เพื่อเป็นหลักประกันที่มั่นคงที่สุดของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ การแก้ไข พ.ร.บ.กลาโหม ต้องทำให้ได้สถานเดียว
   
               อย่างไรก็ตาม แม้ฝ่ายรัฐบาลจะมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะแก้ไข พ.ร.บ.กลาโหม แต่ก็อย่างที่รู้กันว่ามัน "ไม่ง่าย" ที่จะเข้าครอบงำกองทัพ ทั้งสภาวะที่ ผบ.เหล่าทัพ ผนึกแน่นกันเป็นเนื้อเดียว ซึ่งส่งผลต่อ "เสียงโหวต" ในที่ประชุมสภากลาโหมในกรณีที่มีความเห็นขัดแย้งกันต่อการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหาร
   
               มองหน้าไพ่ ณ นาทีนี้ ประเมินกันว่า 7 เสียงในสภากลาโหมน่าจะมีเพียง พล.อ.อ.สุกำพล และ พล.อ.เสถียร เท่านั้นที่มีแนวโน้มไปในทิศทางเดียวกัน ส่วนเสียงโหวตผบ.เหล่าทัพคนอื่นอีก 5 เสียงยังเป็นเอกภาพ มั่นคง ยากที่จะเสียงแตกไปได้
   
               สุดท้าย การแก้ไข พ.ร.บ.กลาโหม คงไม่สำเร็จในสาระสำคัญ แต่อาจไปในช่องทางการ "แก้กฎกระทรวง" อย่างที่ พล.อ.ยุทธศักดิ์เคยเปรยๆ เอาไว้ ส่วนจะไปแตะตรงข้อไหน มาตราใด ต้องจับตากันอย่างใกล้ชิดต่อไป
   
               แต่สิ่งที่พรรคเพื่อไทยต้องแลกมากับการลงทุนครั้งนี้ คือ การ "ปลุกเสือหลับ" ด้วยการ "แหย่หนวดเสือ" เพื่อหวังที่จะหลอกล่อเสือเข้าในกรง แต่ผลลัพธ์มันอาจมาในทางตรงกันข้าม คือ อาจถูกเสือขย้ำกลับได้ทุกวินาที !!
   
               มือกฎหมายของกองทัพ เตือนว่า รัฐบาลโดย รมว.กลาโหม อย่าเพิ่งเข้ามาเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไข พ.ร.บ.กลาโหม เพราะจะไม่เป็นผลดีกับรัฐบาล
   
               "สถาบันของกองทัพไม่เหมือนหน่วยงานอื่นๆ ดังนั้น ต้องให้กองทัพอยู่อย่างกองทัพ อย่าเข้ามาแทรกแซงหรือดำเนินการใดๆ เหมือนในอดีตที่ฝ่ายการเมืองเข้าไปล้วงลูกจนทำให้กองทัพไม่เป็นกองทัพมาแล้ว เพราะมีแต่เด็กเส้นเด็กฝากที่เข้าไปเป็นใหญ่แล้วบริหารงานไม่ได้มาตรฐาน" มือกฎหมายกองทัพกล่าวเตือนสติ
   
               มือกฎหมายกองทัพคนเดิมวิเคราะห์ว่า การที่รัฐบาลต้องการรีบแก้ไข พ.ร.บ.กลาโหม เพราะไม่มั่นใจในเสถียรภาพของรัฐบาล และเกรงว่ากองทัพจะรัฐประหารอีกครั้ง จึงพยายามเร่งรีบแก้ไข พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว เพื่อยึดคืนอำนาจแต่งตั้งโยกย้ายกลับมาอยู่ในมือฝ่ายบริหาร และเพื่อคานอำนาจกับ พล.อ.ประยุทธ์ ที่มีอายุราชการยาวนานถึงปี 2557
   
               “รมว.กลาโหม ได้นัดหมายพูดคุยกับ ผบ.เหล่าทัพ ประมาณกลางเดือนกุมภาพันธ์นี้ เพื่อให้ทันต่อการโยกย้ายนายทหารประจำเดือนเมษายน ซึ่งจะมีตำแหน่งสำคัญว่างลง 2 ตำแหน่ง คือ แม่ทัพภาคที่ 2 แม่ทัพภาคที่ 3 ซึ่งล้วนเป็นเพื่อนร่วมรุ่นของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่เข้ามากินอัตราพลเอก ก่อนที่จะเกษียณอายุราชการปลายปีนี้”
   
               น่าสนใจว่า ตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 2-3 เป็น "หัวใจ" ของทั้งกองทัพ และพรรคเพื่อไทย เนื่องจากเป็นตำแหน่งที่คุมกำลังในภาคอีสาน และภาคเหนือ อันเป็นฐานที่มั่นของพรรคสีแดง ซึ่งการต่อรองเพื่อที่จะนำมาสู่ "แม่ทัพ" คนใหม่จะต้องมีความเข้มข้นเร้าใจอย่างแน่นอน ขณะที่ห้วงเวลาช่วงเดือนเมษายน ก็เป็นห้วงที่การเมืองร้อนแรงมาตลอดหลายปี
   
               บางทีปมร้อนในการขยับแก้ไข พ.ร.บ.กลาโหม ผนวกกับแรงปะทะจากการต่อรองตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 2 และแม่ทัพภาคที่ 3 อาจทำให้สัมพันธภาพของกองทัพกับรัฐบาลเปราะบาง และขาดผึงเข้าสักวัน !!!

.........

(หมายเหตุ : พรบ.กลาโหม'แหย่หนวดเสือ' ศึกวัดใจ!! ต่อรอง มทภ.2-3 คนใหม่ : ตะลุยกองทัพ โดย ทีมข่าวความมั่นคง)