คอลัมนิสต์

สุมไฟบนความปรองดอง

สุมไฟบนความปรองดอง

13 ก.พ. 2555

สุมไฟบนความปรองดอง : บทบรรณาธิการประจำวันที่13ก.พ.2555

                  นับเป็นอีกหนึ่งนิมิตหมายที่ดีในการสร้างความปรองดองของคนภายในชาติ กับบรรยากาศงาน "รักเมืองไทย เดินหน้าประเทศไทย" ที่รัฐบาลภายใต้การนำของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี เป็นเจ้าภาพเลี้ยงขอบคุณทุกฝ่ายทั้ง คณะทูตานุทูต ผู้บัญชาการเหล่าทัพ หัวหน้าส่วนราชการ และแขกผู้มีเกียรติ ในงานร่วมฝ่าฝันวิกฤติน้ำครั้งใหญ่เมื่อปลายปี 2554 โดยมีพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เป็นประธานเมื่อช่วงค่ำวันที่ 10 กุมภาพันธ์  ที่ทำเนียบรัฐบาล
   
               เป็นการพบกันเป็นครั้งที่สองของสองบุคคลในประวัติศาสตร์การเมืองไทย โดยฝ่ายหนึ่งเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี 3 สมัย (ระหว่างปี 2523-2531) ขณะที่อีกคนเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย และยังเป็นผู้นำคนเดียวที่มีความเกี่ยวเนื่องกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่สามารถเชิญพล.อ.เปรม เดินทางเข้าทำเนียบเป็นครั้งแรก ไล่มาตั้งแต่สมัยรัฐบาลพรรคไทยรักไทยและพลังประชาชนยุคนายสมัคร สุนทรเวช และ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ สองอดีตนายกรัฐมนตรี
    
               ขณะที่ลิ่วล้ออย่างนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กลับออกมาปูดข่าวทหารเตรียมปฏิวัติรัฐประหาร หวังตอกลิ่มขยายผลต่อสาธารณชนให้เห็นว่าทหารเตรียมที่จะยึดอำนาจ ปลุกกระแสหล่อเลี้ยงชุมชนคนเสื้อแดงให้ออกอาการฮึกเหิม เที่ยวนี้ถึงกับโกอินเตอร์อ้างแหล่งข่าวมาจากหน่วยข่าวกรองของทางการสหรัฐอเมริกาแจ้งให้ทราบว่าจะมีการรัฐประหารขึ้นในเดือนเมษายนที่จะถึงนี้  พร้อมทั้งตีฆ้องร้องป่าวให้กลุ่มคนเสื้อแดงกลับมาจัดทัพเพื่อหยุดยั้งรัฐประหารและเดินหน้าแก้รัฐธรรมูญทุกรูปแบบเพื่อบรรลุเป้าหมาย
    
               ดูเหมือนพฤติกรรมโหมโรงคนเสื้อแดงของนายจตุพรครั้งนี้ มินำพาให้พลพรรค ส.ส.พรรคเพื่อไทยออกมารับลูกอย่างลื่นไหล บิ๊กในพรรคอย่าง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง  รองนายกรัฐมนตรี ถึงกลับนิ่งเงียบอย่างผิดวิสัยไม่ขอแสดงความคิดเห็นกับกระแสข่าวดังกล่าว พร้อมโยนลูกให้พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ไปตรวจสอบก็ไม่ได้รับคำยืนยัน แถมยังถูกติฉินกลับมาเจ็บแสบ ไม่เว้นแม้กระทั่งผู้นำสาวอย่าง ที่สำคัญโฆษกสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ถึงกับออกมาตอบโต้ว่าข้อมูลดังกล่าวไม่มีมูลความจริง
   
               ต้องยอมรับว่าการใช้ประเด็นอ่อนไหวเพื่อขับเคลื่อนมวลชนไปสู่เป้าหมาย โดยการออกข่าวสร้างความคลุมเครือให้กองทัพ ถือเป็นความมักง่ายทางการเมืองอย่างยิ่ง ขณะที่ทุกฝ่ายพยายามสร้างบรรยากาศความปรองดองให้เกิดขึ้นภายในชาติบ้านเมือง กลับมีความพยายามจากคนบางคนบางกลุ่มที่มือไม่พายแต่เอาขามาขวางทางน้ำ สุมไฟการเมืองโดยไม่มีต้นสายปลายเหตุหวังให้เกิดการสูญเสียล้มตายเพื่อประโยชน์ส่วนตนอย่างไร้สำนึกแบบนี้ ควรจะมีมาตรการลงโทษที่สาสมให้เข็ดหลาบกันบ้าง