เจาะประเด็นร้อน

คำพิพากษาคดียุบพรรคมัชฌิมาธิปไตย

เกาะติดข่าวสาร >> คมชัดลึก ออนไลน์
logoline

คำพิพากษาคดียุบพรรคมัชฌิมาธิปไตย นายอุดมศักดิ์ นิติมนตรี ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ อ่านคำวินิจฉัยคดียุบพรรคมัชฌิมาธิปไตย โดยระบุว่า การที่ นายสุนทร วิลาวัลย์ รองหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรคมัชฌิมาธิปไตย มีบทบาทสำคัญภายในพรรค จึงมีหน้าที่สำคัญที่จะต้องสอดส่องดูแลกันในพรรคให้สมาชิกพรรคที่ตนบริหารอยู่ กระทำการเลือกตั้งโดยสุจริตและเที่ยงธรรม แต่กลับเป็นผู้กระทำความผิดเสียเองอันเป็นความผิดที่ร้ายแรง และเป็นภัยคุกคามต่อการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยของประเทศ กรณีจึงมีเหตุอันสมควรที่จะต้องยุบพรรคการเมืองผู้ถูกร้องเพื่อให้เป็นบรรทัดฐาน พฤติกรรมทางการเมืองที่ดีงาม และเพื่อให้เกิดผลในการยับยั้ง ป้องปรามมิให้เกิดการกระทำผิดซ้ำขึ้นอีก ประเด็นที่ผู้ถูกร้องอ้างว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจสั่งยุบพรรค แต่มีอำนาจสั่งให้เลิกกระทำการตามมาตรา 68 วรรคสาม เท่านั้น เห็นว่าการร้องขอให้ยุบพรรคตามคำร้องในคดีนี้เป็นการร้องขอให้ยุบพรรคตามมาตรา 237 วรรคสอง ประกอบกับมาตรา 68 มิใช่เป็นการร้องขอให้ยุบพรรคตามมาตรา 68 เพียงลำพัง ศาลจึงมีอำนาจวินิจฉัยยุบพรรคได้ โดยไม่จำเป็นต้องสั่งให้เลิกกระทำการตามมาตรา 68 วรรคสาม สำหรับประเด็นที่ผู้ถูกร้องอ้างว่า นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ หัวหน้าพรรคได้ลาออก ตั้งแต่วันที่ 4 ธันวาคม 2550 แล้ว จึงถือว่ากรรมการบริหารพรรคพ้นจากตำแหน่งแล้วนั้น ศาลเห็นว่า แม้ว่าหัวหน้าพรรคจะลาออกทำให้กรรมการบริหารพรรคทั้งคณะพ้นจากตำแหน่ง แต่ตามข้อบังคับของพรรคผู้ถูกร้อง พ.ศ.2550 ข้อ 30 วรรคห้า กำหนดให้กรรมการบริหารพรรคทั้งหมดยังคงต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่านายทะเบียนพรรคการเมืองจะตอบรับการเปลี่ยนแปลงกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ เช่นนี้จึงต้องถือว่า นายสุนทร ยังเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมืองผู้ถูกร้องอยู่ในขณะเกิดเหตุ แม้เป็นเพียงผู้รักษาการก็ไม่ทำให้ฐานะเปลี่ยนแปลงไป ประเด็นที่ 3 หัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคการเมืองผู้ถูกร้อง ต้องถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งหรือไม่ ศาลเห็นว่า รัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 237 วรรคสอง บัญญัติว่า ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมืองนั้นให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคการเมืองดังกล่าวมีกำหนดระยะเวลา 5 ปี นับแต่วันที่มีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมือง บทบัญญัติดังกล่าวเป็นบทบัญญัติตามกฎหมายว่า เมื่อศาลมีคำสั่งให้ยุบพรรคแล้วจะต้องเพิกถอนสิทธิพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคการเมืองในขณะที่มีการกระทำผิดเป็นเวลา 5 ปี ซึ่งศาลไม่อาจใช้ดุลพินิจเป็นอื่นได้ ส่วนข้อโต้แย้งของผู้ถูกร้องและผู้เกี่ยวข้องที่อ้างว่าการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมือง และกรรมการบริหารพรรคการเมืองจะต้องเป็นกรณีที่หัวหน้าพรรค หรือกรรมการบริหารพรรคแต่ละคนมีส่วนรู้เห็นหรือปล่อยปละละเลยตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 มาตรา 98 นั้น เห็นว่า การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคการเมืองในคดีนี้ เป็นการเพิกถอนตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 วรรคสาม ประกอบกับมาตรา 237 วรรคสอง มิใช่ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง และไม่ว่ากรณีจะเป็นเช่นใดก็ตาม บทบัญญัติของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าว ก็มิอาจลบล้างบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญได้ ข้อโต้แย้งของผู้ถูกร้อง และผู้เกี่ยวข้องในประเด็นนี้ทั้งหมดจึงฟังไม่ขึ้น ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ศาลรัฐธรรมนูญโดยมติเอกฉันท์ จึงวินิจฉัยว่าให้ยุบพรรคมัชฌิมาธิปไตย เนื่องจากนายสุนทรกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ.2550 โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ประกอบมาตรา 237 วรรคสอง และให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย และกรรมการบริหารพรรคมัชฌิมาธิปไตยซึ่งรักษาการในตำแหน่งดังกล่าวในขณะที่กระทำความผิด เป็นระยะเวลา 5 ปี นับตั้งแต่วันที่มีคำสั่งให้ยุบพรรค
logoline
แท็กที่เกี่ยวข้อง

ข่าวที่น่าสนใจ

logo-pwa

เพิ่ม คมชัดลึก ออนไลน์

ลงในหน้าจอหลักของคุณ

ติดตั้ง
ปิด