
แยกความผิด-แยกคุก
แยกความผิด-แยกคุก : บทบรรณาธิการประจำวันที่31ม.ค.2555
มีความเห็นอย่างต่อเนื่องประมาณ 1 สัปดาห์มาแล้ว ในอันที่จะแก้ไขกฎระเบียบให้กรมราชทัณฑ์แยกสถานที่คุมขังผู้ต้องโทษคดียาเสพติดออกจากคดีอื่นๆ เริ่มตั้งแต่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์พลังแผ่นดินเพื่อเอาชนะยาเสพติดแห่งชาติ จนถึงพล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่ให้เหตุผลทำนองเดียวกันว่า เพื่อเป็นการตัดวงจรหรือเครือข่ายการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดที่เชื่อมโยงจากเรือนจำออกสู่ขบวนการภายนอก ทั้งยังป้องกันไม่ให้ผู้กระทำผิดคดีอื่นๆ เข้าสู่วงจรยาเสพติด หรือผู้ต้องหาคดียาเสพติดมีพฤติกรรมรุนแรงขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย
ที่ผ่านมา เคยมีข้อเรียกร้องให้แยกการคุมขังผู้กระทำความผิด หรือแม้แต่ผู้ที่ยังเพียงเป็นแค่ผู้ต้องหาแห่งคดีออกจากกัน โดยเฉพาะคดีทางการเมือง คดีหมิ่นประมาท คดีลหุโทษ เช่น ความผิดด้านวินัยจราจรที่ถูกคุมขังระหว่างรอส่งฟ้องต่อศาลหรือยื่นเรื่องขออนุญาตปล่อยตัวชั่วคราวรวมกับผู้ต้องหาคดีอุกฉกรรจ์ เช่น คดีฆาตกรรมและความผิดเกี่ยวกับร่างกายและทรัพย์สินอื่นๆ อย่างไรก็ตาม ที่เห็นสัมฤทธิผลแล้วก็คือ การแยกผู้ต้องขังคดีทางการเมือง ด้วยเหตุผลทางด้านสิทธิมนุษยชนและความละเอียดอ่อนอันเกิดจากความขัดแย้งทางการเมืองซึ่งมีความซับซ้อนอยู่มากทั้งมิติของเวลา และบรรยากาศการเมืองในช่วงหนึ่งๆ
กล่าวสำหรับการจะแยกกักขังผู้ต้องโทษคดียาเสพติดออกจากคดีอื่นๆ มีความจำเป็นต้องพิจารณาหลายๆประเด็นไปพร้อมกัน นอกจากเรื่องงบประมาณ และบุคลากรแล้ว จุดประสงค์สำคัญที่ต้องการตัดวงจรขบวนการค้ายาเสพติด ต้องมาเป็นลำดับหนึ่ง หาใช่แยก "ขังเดี่ยว" เพื่อให้หลาบจำหรือสาสมแก่โทษ หรือกระทั่งเพื่อสนองความรู้สึกสะใจ เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว อาจกลายเป็นว่า แยกคุมขังผู้ต้องหาคดียาเสพติดเพื่อกระทำการบางอย่างที่หมิ่นเหม่ต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะในบางรายที่คดียังไม่สิ้นสุดในชั้นศาลยุติธรรม ทั้งนี้ก็เพราะว่า กฎหมายได้กำหนดโทษผู้กระทำผิดเกี่ยวกับคดียาเสพติดเอาไว้อย่างสมน้ำสมเนื้ออยู่แล้ว
ว่ากันถึงที่สุด ต้องยอมรับว่า แนวนโยบายแยกผู้ต้องโทษคดียาเสพติดที่เป็นแนวทางที่ควรสนับสนุนให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมโดยเร็ว เพื่อให้ประสานสอดคล้องกับการดำเนินมาตรการเพื่อเอาชนะยาเสพติด เพื่อเร่งคืนความสงบสุขให้กับสังคม ถือเป็นวาระเร่งด่วนที่รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมจะต้องลงมือทำตามที่ได้ประกาศแนวนโยบายออกมา ซึ่งก็เชื่อได้ว่าคงไม่มีฝ่ายไหนออกมาต่อต้านขัดขวาง เพราะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมและไม่น่าจะใช่เรื่องการเมือง หรือเป็นเพียงวาทกรรมเพื่อป้องปรามผู้ที่คิดจะทำความผิดเท่านั้น
ลำดับถัดไป รัฐบาลและกระทรวงยุติธรรมพึงต้องเร่งผลักดัน เรือนจำหรือสถานที่กักขังพิเศษขึ้นมาเพื่อรองรับผู้ต้องหาในความผิดลหุโทษอื่นๆ เช่น คดีวินัยจราจร คดีหมิ่นประมาท ทั้งด้วยวาจาและการโฆษณา ทั้งนี้ ใช่ว่าผู้ต้องหาเหล่านี้ควรได้รับสิทธิพิเศษต่างไปจากคดีอื่นๆ ก็หาไม่ หากแต่การแยกขังตามความผิดเช่นนี้ จะเป็นการปกป้องสิทธิมนุษยชนได้ในระดับหนึ่งด้วย



