
ปม'พลุ'สุพรรณท่อเอียง-ใกล้แท่นจุด!
ผ่าปม'พลุ'ถล่มตรุษจีนสุพรรณ ท่อเอียง-กองใกล้แท่นจุด! : ตะลุยกองทัพ ทีมข่าวความมั่นคง
หลังจากเกิดเหตุพลุระเบิดในงานเทศกาล “ตรุษจีนสุพรรณบุรี ปีทองมังกรสวรรค์” ณ อุทยานมังกรสวรรค์ บริเวณชุมชนข้างวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2555 ทำให้มีผู้เสียชีวิต 4 ศพ มีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกนับร้อยคน และมีบ้านเรือนเสียหายกว่า 700 หลังคาเรือน
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ที่มีหน่วยงานในสังกัด คือ "กรมวิทยาศาสตร์ทหารบก" ที่มีความเชี่ยวชาญด้านพลุ จึงได้สั่งการให้ พล.ต.เจด็จ ใจมั่น เจ้ากรมวิทยาศาสสต์ทหารบก จัดส่งชุดเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด (พลุ) สนับสนุนเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อคลี่คลายหาสาเหตุที่แท้จริงของโศกนาฏกรรมดังกล่าว
พล.ต.เจด็จเผยถึงการดำเนินภารกิจดังกล่าวกับ "คม ชัด ลึก" ว่า ชุดเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด (อีโอดี) ของตำรวจได้เคลียร์พลุที่เหลือหมดแล้ว ส่วนกรมวิทยาศาสตร์ทหารบก ได้ส่งชุดเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด (พลุ) จำนวน 8 นาย ไปถอดชิ้นส่วนพลุ และนำสารเคมีที่เป็น "ตัวจุดชนวน" มาทำลายทิ้งให้หมดฤทธิ์เพื่อไม่ให้สามารถจุดชนวนขึ้นมาได้อีก
สำหรับเจ้าหน้าที่ที่ส่งเข้าไปร่วมภารกิจล้วนแล้วแต่มีความเชี่ยวชาญในการผลิต การจุด และทำลายพลุ โดยได้เข้าสำรวจที่เกิดเหตุ ตรวจสอบหาเศษพลุ พร้อมทั้งเก็บกู้และทำลายพลุที่ยังไม่ระเบิด โดยได้ถอดชนวน และนำพลุทำลาย จำนวน 223 ลูก
“ผบ.ทบ.สั่งการให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานด้วยความระมัดระวัง และให้คำแนะนำกับทุกภาคส่วนเกี่ยวกับการดำเนินการเรื่องพลุ โดยเน้นเรื่องความปลอดภัยเป็นหลัก ส่วนกรมวิทยาศาสตร์ทหารบก เราก็ดำเนินการอย่างระมัดระวังอยู่แล้ว เพราะมีเจ้าหน้าที่ที่เชี่ยวชาญ และปกติเราก็ประกอบพลุอยู่แล้ว” เจ้ากรมวิทยาศาสตร์ทหารบกกล่าว
ด้าน พ.ท.สมนึก ไวมาลา หัวหน้าแผนกไพโรเทคนิค กรมวิทยาศาสตร์ทหารบก ในฐานะหัวหน้าชุดปฏิบัติการทำลายวัตถุระเบิด (พลุ) กล่าวถึงภารกิจที่ผ่านมาว่า ตนเป็นหัวหน้าคณะและมีผู้ใต้บังคับบัญชาไปอีก 7 คน โดยที่เกิดเหตุพบพลุที่ประกอบแล้วประมาณ 223 ลูก ที่ยังไม่ได้จุด ทั้งนี้ อีโอดีของตำรวจได้ดำเนินการไปก่อนหน้านี้แล้ว โดยได้กู้ถอดชนวนและเอาน้ำใส่ไปในกระบอก และนำพลุที่ยังไม่ได้จุดออกมาแช่น้ำไว้ให้ ซึ่งเขาก็ไม่ได้ถอดออกเนื่องจากไม่มีความชำนาญ แต่ทำเพื่อป้องกันการระเบิดเท่านั้น
พ.ท.สมนึกกล่าวถึงอันตรายในการเก็บกู้ว่า พลุที่แช่น้ำไว้เปลือกจะทำด้วยกระดาษอัด เมื่อแช่น้ำก็จะนิ่ม แต่เม็ดสีและดินระเบิดที่บรรจุไว้ยังแห้งอยู่ ซึ่งบางครั้งอาจจะ "จุดตัวเอง" หรือระเบิดขึ้นมาเองได้ หากมีการกระทบหรือการจุดตัวขึ้นมา จึงจำเป็นต้องทำลายในพื้นที่ที่ยังเปียกอยู่ โดยลอกเปลือกออก และนำชนวนถ่วงเวลาออก และแช่น้ำให้ชื้น
ทั้งนี้ การลอกเปลือกออกต้องทำด้วยความระมัดระวัง ส่วนเม็ดสีและดินระเบิดก็จะต้องแช่น้ำไว้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการแตกตัว และลุกไหม้จนระเบิดขึ้น โดยปฏิบัติการครั้งนี้ใช้เวลากว่า 5 ชั่วโมง
“เม็ดสีและดินระเบิดเป็นชนวนที่อันตรายที่สุด แต่ก็เป็นดินระเบิดแรงต่ำ เมื่อระเบิดลูกเดียวก็จะไม่ค่อยอันตรายมากนัก แต่บังเอิญพลุที่ตั้งจุดครั้งนี้เกิดอุบัติเหตุ และกระเด็นไปที่กองพลุที่เตรียมไว้จุดในวันอื่นๆ อีกจำนวนมาก มันจึงเพิ่มอำนาจการระเบิด ทำให้เกิดความเสียหายในวงกว้าง" พ.ท.สำนึกจำลองฉากการระเบิดของพลุ
พ.ท.สมนึกระบุว่า อุบัติเหตุที่เกิดจากการจุดพลุมีหลายประเด็น เช่น พลุไม่ขึ้นสูง หรือปากกระบอกแตก ซึ่งเกิดจากการใส่ลูกไม่สุดก้นกระบอก หรือถ้าชนวนถ่วงเวลาสั้นก็จะทำให้ชนวนส่งเวลาติดขัด หรืออาจจะเกิดระเบิด และขึ้นไม่สูงเท่าที่ควร
อีกกรณีหนึ่ง คือการติดตั้งพุลอาจจะ "ตั้งเอียง" ทำให้มุมท่อไม่ดี หรือเกิดอุบัติเหตุ "ท่อล้ม" ซึ่งเวลาจุดพลุอาจจะพุ่งไปในแนวราบทำให้เกิดระเบิดไปยังพลุตัวอื่น
"อุบัติเหตุขึ้นอยู่กับการวางแผนติดตั้ง ถ้าพื้นที่แคบและจำกัด พลุขนาดใหญ่ และมีแรงระเบิดมาก จะมีความอันตรายมาก ดังนั้นการติดตั้งจะต้องระมัดระวังให้มาก ยิ่งเป็นพลุขนาดใหญ่จะต้องติดตั้งให้แน่นหนา และพื้นที่จะต้องกว้าง ที่สำคัญถ้าเป็นพื้นที่ชุมชน ถ้าเกิดผิดพลาดจะทำให้เกิดความเสียหายร้ายแรง" พ.ท.สมนึกกล่าว
ทั้งนี้ พลุที่มีขนาดตั้งแต่ 4-12 นิ้ว และใช้ที่จุดบริเวณท้องนาอาจทำให้การติดตั้งไม่แข็งแรง คนจุดจะต้องมีความชำนาญ โดยเฉพาะการจุดด้วยไฟฟ้า
"เหตุครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนว่า ไม่ควรนำพลุมากองไว้ใกล้ๆ กับบริเวณที่จะจุดพลุ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคงไม่มีใครคาดคิดและต้องการให้เกิดขึ้น" หัวหน้าชุดปฏิบัติการทำลายวัตถุระเบิด (พลุ) กล่าวทิ้งท้าย
...................
(หมายเหตุ : ผ่าปม'พลุ'ถล่มตรุษจีนสุพรรณ ท่อเอียง-กองใกล้แท่นจุด! : ตะลุยกองทัพ ทีมข่าวความมั่นคง)



