คอลัมนิสต์

สถานการณ์ของรัฐบาลใน3เดือนต่อไปจะเป็นอย่างไร

สถานการณ์ของรัฐบาลใน3เดือนต่อไปจะเป็นอย่างไร

30 ม.ค. 2555

สถานการณ์ของรัฐบาลใน3เดือนต่อไปจะเป็นอย่างไร : กระดานความคิด โดยพล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์

                  ในห้วงระยะเวลาตั้งแต่ต้นปี 2555 เป็นต้นมา รัฐบาลได้ถูกกดดันอย่างหนัก ทั้งจากฝ่ายค้านและภาคประชาชนต่อแนวทางการบริหารงานของรัฐบาล 4 เรื่อง คือ (1) การเสนอร่าง พ.ร.ก. 4 ฉบับเข้าสู่ ครม. โดย ครม.มีมติรับหลักการทั้งหมด ซึ่งมีเนื้อความย่อๆ ประกอบด้วย ร่างพ.ร.ก.โอนหนี้กองทุนฟื้นฟู, ร่างพ.ร.ก.กู้เงินวางระบบบริหารน้ำ, ร่าง พ.ร.ก.ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย และ ร่าง พ.ร.ก.กองทุนประกันภัย
   
              ทั้ง 4 พ.ร.ก.ได้ถูกนำเข้าพิจารณาในที่ประชุม ครม.เป็นวาระจร เสร็จแล้วก็เรียกเก็บเอกสารคืน ร่าง พ.ร.ก.ดังกล่าว ในขณะนั้นยังไม่ได้เปิดเผยเนื้อความออกมา แต่การพิจารณาซึ่งมีลักษณะไม่เปิดเผยจึงทำให้เกิดความสงสัยขึ้น จนเกิดเป็นกระแสคัดค้านอย่างรุนแรงใน 2 รูปแบบ คือ บางฉบับไม่เหมาะสมกับความเร่งด่วนที่จะเสนอเป็น พ.ร.ก. และส่วนหนึ่งมีลักษณะว่าจะทำเป็น พ.ร.ก. กำหนดตัวเงินขึ้นมาก่อน แล้วค่อยคิดเรื่องที่จะทำบรรจุเข้าไปในภายหลัง เรื่องนี้จึงเป็นประเด็นที่พรรคฝ่ายค้านจะนำมาตรวจสอบอย่างละเอียดต่อไป
   
              (2) การเตรียมจ่ายเงินเยียวยาฟื้นฟูเหยื่อและผู้เสียหายตามข้อเสนอของคณะกรรมการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ซึ่งจะส่งผลทำให้ผู้เสียชีวิตของกลุ่มคนเสื้อแดงได้รับเงินถึง 7.75 ล้านบาท รวมถึงผู้ที่ติดคุกก็ได้รับด้วย และผู้บาดเจ็บในกรณีต่างๆ ซึ่งประชาชนยังสงสัยว่าจะมีหลักเกณฑ์อะไรในการพิจารณาตัวบุคคลที่ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยและเรื่องความเท่าเทียมในการเยียวยาแก่บุคคลกลุ่มต่างๆ
   
              (3) การเตรียมขายรัฐวิสาหกิจ 2 แห่ง คือ ปตท. และการบินไทย ที่ถูกโจมตีว่ารัฐบาลต้องการซ่อนหนี้สาธารณะและเก็งกำไรจากการเข้าซื้อหุ้นที่จะขาย
   
              (4) ปัญหาการป้องกันปัญหาน้ำท่วมครั้งใหม่ ซึ่งมีแนวทางที่สับสน ยังไม่เห็นรูปธรรมของการดำเนินงานที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนได้
   
              ปัญหากดดันทั้ง 4 เรื่องนี้ได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ ทั้งจากพรรคฝ่ายค้านและประชาชน แต่รัฐบาลก็เดินเกมลดกระแสความกดดันดังกล่าวได้ทันเวลา ด้วยการปรับ ครม. และชะลอการแก้ไขรัฐธรรมนูญเอาไว้ก่อน ในขณะเดียวกันมีการเคลื่อนไหวขอแก้ไข มาตรา 112 ของกลุ่มนิติราษฎร์ในแนวทางที่ค่อนข้างรุนแรงได้เกิดขึ้นมาพอดี จึงกลายเป็นประเด็นที่มีการวิพากษ์วิจารณ์มากกว่าเรื่องที่รัฐบาลทำ จนลดความสนใจทางการเมืองขึ้นมาช่วยเหลือรัฐบาลได้อีกเรื่องหนึ่ง
   
              อย่างไรก็ตามในกรณีนี้ การเคลื่อนไหวในทางเปิด รัฐบาลได้ออกมาพูดชัดเจนว่าจะไม่แก้ไข มาตรา 112 แต่ในข้อเท็จจริงแล้ว มวลชนที่สนับสนุนกลุ่มนิติราษฎร์ก็คือกลุ่มคนเสื้อแดงจำนวนหนึ่ง ซึ่งนอกจากมาร่วมชุมนุมแล้ว ยังจัดทำโปสเตอร์มาแสดงอีกด้วย ส่วนปัญหาอีกเรื่องหนึ่งที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันในกลุ่มประชาชน คือเรื่อง “ปัญหาสินค้าราคาแพง” แต่ปัจจุบันยังไม่มีสื่อฉบับไหนออกมาโจมตีเลย ซึ่งเป็นเรื่องที่แปลกมาก
   
              หลังจากการซื้อใจคนเสื้อแดงจากนโยบายเยียวยาแล้ว รัฐบาลได้มุ่งไปสู่การซื้อใจกลุ่มชนชั้นกลางบ้าง โดยผลักดันนโยบายหลักที่หาเสียงไว้ 2 เรื่องออกมาอย่างเร่งด่วน คือ การปรับเงินเดือนข้าราชการและการแจกแท็บเล็ต
   
              การดำเนินนโยบายประชานิยมดังกล่าวของรัฐบาล จำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมาก และเมื่อรวมกับที่ ครม.อนุมัติเงินไปในการประชุม ครม.สัญจรแล้วถือว่าเป็นเงินจำนวนมหาศาลทีเดียว ซึ่งน่าจะเป็นปัจจัยทำให้รัฐบาลคุมสถานการณ์ทางด้านมวลชนไว้ได้ครบถ้วน เพียงพอที่จะเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไปได้
   
              การดำเนินงานทั้งหมดของรัฐบาลที่สามารถแก้ไขปัญหาหนักๆ แบบนี้ให้ชะลอตัวลงได้ ไม่ใช่เรื่องฟลุกแน่นอน แต่น่าจะเป็นผลมาจากการปฏิบัติงานตามแผนที่วางไว้อย่างรัดกุมเป็นระยะๆ ดังนั้นโอกาสที่รัฐบาลจะพลาดพลั้งในระยะอันใกล้นี้จึงมีขึ้นได้ยาก แต่ก็ต้องระวังไว้ 3 เรื่องที่อาจก่อปัญหากับรัฐบาลขึ้นมาได้ ก็คือ (1) การกดดันต่อสถาบันฯ ซึ่งยังมีต่อไปและน่าจะเพิ่มมากขึ้นนั้น รัฐบาลจะต้องดูแลไม่ให้คนเสื้อแดงเข้าไปหนุนช่วย จึงจะได้ใจประชาชนว่ารัฐบาลไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวจริงๆ (2) ปัญหาการแก้ไขน้ำท่วมรอบ 2 เป็นปัญหาเผชิญหน้าที่รัฐบาลต้องใช้ฝีมือจริงๆ ยังรออยู่ ถ้ารอดก็ถือว่ารัฐบาลรอดไปเช่นกัน และ (3) ปัญหาสินค้าแพง
   
              แผนของรัฐบาลดีแล้ว แต่ถ้าคนทำงานไม่เป็น หรือการทำงานไปเอื้อประโยชน์ให้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งแล้ว รัฐบาลก็อาจเจอปัญหาหนักๆ สอดแทรกเข้ามาก็ได้