
จับจังหวะนิติราษฎร์:สงครามแห่ง'ความเชื่อ'
จับจังหวะนิติราษฎร์ : สงครามแห่ง"ความเชื่อ" : กระดานความคิด โดยสำนักข่าวเนชั่น
พลันความคิดเห็นล่าสุดของ “นิติราษฎร์” ถูกเสนอ มิอันต้องแปลกใจถึงคลื่นความเห็นอันหลากหลาย ทั้งจาก “คล้อยตาม” และ “ต่อต้าน”
นั่นด้วยข้อเสนอที่เกี่ยวข้องกับการยกร่างรัฐธรรมนูญเป็นประเด็นที่วนเวียน ถกเถียงมาพักใหญ่
ขณะที่ในมุมของกลุ่มนิติราษฎร์ผู้เสนอเอง การอภิปรายครั้งล่าสุดประหนึ่งจิ๊กซอว์ “เติมเต็ม” เป้าหมายที่วางไว้ หลังเปิดหน้าขับเคลื่อนลบล้างผลพวงจากรัฐประหาร ตั้งแต่ปี 2553 บนกรอบพันธกิจ 4 ประการคือ 1.การลบล้างผลพวงรัฐประหาร 2.การแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112, 3.การให้ความสำคัญกระบวนการยุติธรรมและเยียวยา ผู้ที่ตกเป็นจำเลยจากการรัฐประหารและเหตุการณ์สลายการชุมนุม 4.ยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันแม้จะพยายามเดิมเกมจุดไฟทางความคิดมาสักระยะ หากแต่กระแสแห่งการวิพากษ์ดูหนักหน่วงขึ้นในช่วงนี้ นั่นเพราะผลพวงการเสนอร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และการเสนอกรอบเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับนิติราษฎร์ ล้วนมีพลังมากกว่าที่เห็นในหน้าฉาก
กล่าวคือแม้การเสนอให้ยกเลิกมาตรา 112 ดูยากที่จะเกิดผลในเชิงรูปธรรม เพราะรัฐบาลพรรคเพื่อไทยระบุชัดไม่ขอยุ่งเกี่ยว จนทำให้การเข้าชื่อเสนอกฎหมาย (ส่อแวว) ต้องตกไปโดยปริยาย หากแต่ “ประกายไฟ” ที่ถูกจุดขึ้นคงยากที่จะดับ ซ้ำยังอาจรอวันขยายสู่วงกว้างเรื่อยๆ หากมีแรงส่งอื่นๆ ในอนาคต
ขณะที่ในส่วนของร่างรัฐธรรมนูญที่กลุ่มนิติราษฎร์เสนอมานั้น แม้จะไม่ได้รับการตอบรับเท่าที่ควรในส่วนของคณะกรรมการยกร่างจำนวน 25 คน แต่ในเชิงเนื้อหาที่สะท้อนผ่านกรอบแนวคิด 12 หมวดหลักจากรัฐธรรมนูญต้นแบบ ซึ่งมีกลิ่นอายของคณะราษฎร์ 3 ฉบับ น่าติดตามเป็นอย่างยิ่ง
เพราะภายใต้วัตถุประสงค์ปฏิรูป “สถาบันกษัตริย์-ศาล-กองทัพ-สถาบันการเมือง” ให้สอดคล้องกับประชาธิปไตยและนิติรัฐ แบบที่นิติราษฎร์อ้าง ล้วนเกี่ยวโยงกับอุดมการณ์และความเชื่อทางการเมือง ที่ยังไม่ตกผลึกในสังคม
อย่าลืมว่า สิ่งที่นิติราษฎร์และมวลชนฝ่ายสนับสนุนเชื่อและ “ยึดถือ” มาตลอดคือการที่อำนาจอธิปไตยต้องมาจากปวงชนชาวไทยเท่านั้น ซึ่งอำนาจประชาชนในความหมายนี้ล้วนถูกส่งผ่านการเมืองในระบบ “ตัวแทน” อันหมายถึงตัวของ ส.ส.และรัฐบาลผู้ชนะการเลือกตั้ง
จนเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญนิติราษฎร์ล้วนผูกโยงให้อำนาจ ส.ส.และคณะรัฐมนตรีในการเข้าไปควบคุมกลไกต่างๆ ชนิดสุดโต่ง
อาทิ การกำหนดให้ ส.ส.-ส.ว.มาจากการเลือกตั้งโดยตรงแทนจากเดิมที่ ส.ว.กึ่งหนึ่งมาจากการสรรหา การระบุให้ผู้พิพากษาศาลสูงและตุลาการศาลสูงต้องได้รับการเสนอชื่อโดยคณะรัฐมนตรีและได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อน การระบุให้มีผู้ตรวจการกองทัพต้องแต่งตั้งโดยสภาผู้แทนราษฎร กระทั่งการให้อำนาจคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งโยกย้ายตำแหน่งข้าราชการระดับสูงในกองทัพ
ประหนึ่งออกแบบกฎหมายหลักของประเทศเอื้อให้ทุกองคาพยพขึ้นอยู่กับ “อำนาจในระบบ” ในหน้าฉากแห่งรัฐสภาแต่เพียงผู้เดียว
ทั้งนี้ทันทีที่ข้อเสนอกำลังเดินทาง ไม่แปลกใจแม้แต่น้อยหากกลุ่มตรงข้ามจะกระโจนรุมขยำความคิดเห็นแบบไม่ไว้ท่าที
ด้วยการมองของกลุ่มดังกล่าวล้วนเชื่อว่า การได้มาซึ่ง “ตัวแทน” ตามอุดมคติแบบที่นิติราษฎร์เสนอมานั้น เอาเข้าจริงแล้วยังเป็นปัญหาในเชิงปฏิบัติ
ขณะเดียวกันบรรดาตัวแทนที่ถูกเลือกมาล้วนไม่มีมาตรการใดที่จะยึดโยงกับประชาชน ซ้ำอำนาจตามกลไกทั้งหมดยังสุ่มเสี่ยงต่อการถูกระบบทุนครอบงำ จนเกิดเป็นเผด็จการประชาธิปไตยขึ้นมา
เปรียบได้กับบทเรียนช่วงก่อนการรัฐประหาร 49 ที่อำนาจกลไกตรวจสอบฝ่ายบริหารล้วนบิดเบี้ยวจากการผูกขาดอำนาจ จน “อำนาจนอกระบบ” ต้องเข้ามายึดกุม และจนถึงวันนี้ยังคงถกเถียงประเมินค่าแบบไม่จบสิ้น
มากกว่าข้อเสนอทางกฎหมายหน้าฉาก การเคลื่อนไหวของนิติราษฎร์เที่ยวนี้จึงดึงความสนใจจากสังคมให้หวนกลับมาระลึกถึงหลักแบบที่ควรจะเป็น พร้อมไปกับชี้ข้อเปรียบเทียบทางวาทกรรมระหว่าง “เผด็จการรัฐประหาร” กับ “ทุนนิยมสามานย์” อันตอกย้ำการงัดง้างความเชื่อระหว่าง “ความดีในระบบ” กับ “ศีลธรรมเชิงปัจเจก”
วางโมเดลรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในอุดมคติให้แก่ฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามกลุ่มอำมาตย์เลือกหยิบ พ่วงไปกับการเปิดประเด็นรอกระแสตอบรับจากมวลชน
รอลุ้นผลลัพธ์ที่มวลชนจะไปกระทำต่อพรรคการเมืองอันเป็นรัฐบาลที่พวกเขาสนับสนุนอีกทอดหนึ่ง



