
ศักยภาพตำรวจไทยกับวิถีการสั่งแห้ง
ศักยภาพตำรวจไทยกับวิถีการสั่งแห้ง : กระดานความคิด โดย ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข
“ตำรวจไทยมีความสามารถพิเศษกว่าบุคลากรในหน่วยงานอื่นคือขอให้นายสั่งเถอะ ทำได้ทุกอย่างถึงแม้ว่าจะมีข้อจำกัดมากมาย ก็จะพยายามหาวิธีการจนทำได้ แต่ผลการทำงานย่อมมีประสิทธิภาพน้อยกว่าการที่ผู้มอบหมายงานมีระบบการบริหารจัดการที่ดีให้ด้วย” นายตำรวจใหญ่ผู้นั่งอยู่ที่หัวโต๊ะพูดให้ที่ประชุมเข้าใจถึงวิถีการทำงานของตำรวจเพื่อยืนยันความตั้งใจที่จะร่วมงานกับภาคีเครือข่ายในการรักษาชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนให้รอดพ้นจากอุบัติเหตุนั้นมิได้ใช้เงื่อนไขด้านงบประมาณเป็นตัวตั้ง แต่ก็ย้ำเตือนให้เห็นว่าการบริหารจัดการที่ดีไม่ว่าจะเป็นเรื่องการบริหารจัดการบุคคล การจัดสรรงบประมาณ วัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ล้วนเป็นสิ่งจำเป็นที่จะทำให้งานดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากกว่าที่จะทำงานใหญ่และมีความสำคัญบนความขาดแคลนเครื่องมือเครื่องใช้รวมถึงกำลังคนในการทำงาน
“เร็ว” คือสมมติฐานของวิถีการขับขี่รถที่ทำให้คนไทยตายกลางถนนไม่น้อยกว่า “เมา” แต่เวลาที่ตำรวจจราจรแต่ละสถานีตำรวจต้องการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่รถของผู้ใช้รถใช้ถนนให้ลดความเร็วในการขับขี่ลงนั้น ตำรวจในแต่ละโรงพักต้องไปขอยืมเครื่องมือตรวจจับความเร็วจากตำรวจทางหลวงมาใช้ ซึ่งจำเป็นต้องตรงกับวันที่ตำรวจทางหลวงไม่ใช้เครื่องมือด้วย ดังนั้นวันที่ได้เครื่องมือมาทำงานจึงอาจไม่ใช่วันที่ข้อมูลกำหนดว่าผู้ขับขี่นิยมใช้ความเร็วกันตามวันเวลานั้นๆ ตัวอย่างของความขาดแคลนอุปกรณ์ที่สำคัญในการทำงานเช่นนี้เป็นอุปสรรคที่สำคัญที่ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานต่ำกว่าที่ควรจะเป็น
“จับเร็วก็ไม่มีเครื่องมือ จับเมาก็ไม่มีเครื่องมือ” ดังนั้น การจับหมวกกันน็อกหรือข้อหาอื่นๆ ที่ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือใดๆ เพียงแต่มีตา มือ และใบสั่งก็สามารถทำงานได้จึงกลายเป็นสิ่งที่ตำรวจจราจรไทยนิยมปฏิบัติเนื่องจากสามารถทำได้สะดวกที่สุดและถูกโต้แย้งน้อยที่สุดเพราะผู้ถูกจับไม่สามารถโต้แย้งต่อพยานหลักฐานที่เห็นอยู่ตำตาได้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่มีข้อความเขียนถึงตำรวจจราจรในโลกไซเบอร์ที่ล้วนแล้วแต่มีการตั้งคำถามว่า “ทำไมตำรวจชอบจับแต่หมวกกันน็อก และมอเตอร์ไซค์”
หากสังคมเชื่อว่า การเข้มงวดกวดขันในการบังคับใช้กฎหมายของตำรวจจะทำให้พฤติกรรมการขับขี่ของประชาชนดีขึ้น คำถามที่ตามมาคือ อะไรที่จะทำให้ตำรวจไทยมีพฤติกรรมการทำงาน (การเข้มงวดกวดขันในการบังคับใช้กฎหมาย) ดีขึ้นด้วย?
“ต้องฝึกอบรม ต้องพัฒนาหลักสูตรเพื่อฝึกอบรมให้แก่ตำรวจ ”ผู้เสนอความเห็นไม่ใช่ครูแต่เป็นแพทย์ซึ่งมีความคิดต่อการพัฒนาศักยภาพของบุคคลไม่ต่างจากครูที่มักมองว่า ความรู้จะทำให้คนทำสิ่งต่างๆ ได้ดี ซึ่งก็เป็นความจริงส่วนหนึ่ง แต่มิใช่ความจริงทั้งหมด
องค์กรบางองค์กรอาจจำเป็นต้องพัฒนาศักยภาพของทรัพยากรบุคคลในองค์กรด้วยการเสริมสร้างความรู้ให้เกิดขึ้นแก่บุคลากร แต่สำหรับองค์กรตำรวจนั้นบุคลากรตำรวจเป็นกลุ่มบุคคลที่มีความรู้และประสบการณ์ในการทำงานมิใช่น้อย ถึงแม้ว่าอาจจำเป็นจะต้องเพิ่มเติมความรู้เฉพาะด้านในบางเรื่องเพื่อให้ประสิทธิภาพในการทำงานสูงขึ้น แต่สิ่งที่ต้องพัฒนาและส่งเสริมให้เกิดขึ้นเป็นอย่างมากคือ การพัฒนาระบบบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพ การหลงติดอยู่ในกับดักที่ว่า “หากนายสั่งถึงอย่างไรก็ทำได้ ”จะทำให้เกิดผลเสียหายตามมาเป็นจำนวนมาก ที่สำคัญคือการสร้างภาพลวงตาเพื่อปิดบังอำพรางการทำงานตามที่นายสั่งโดยไม่มีทรัพยากรในการทำงานให้
การกลับเข้ามาสู่โลกของความเป็นจริงเพื่อสร้างระบบบริหารจัดการที่ดีควบคู่ไปกับการพัฒนาความรู้ให้แก่ผู้ปฏิบัติงานนั้นจะเป็นบทพิสูจน์ความจริงใจของนายที่ต้องการผลงานดีๆ จากการออกคำสั่งหรือการส่งสัญญาณเชิงนโยบายลงไปที่สถานีตำรวจแต่ละแห่ง
เพราะตำรวจที่ปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่เขาเบื่อนายหรือหน่วยงานอื่นๆ ที่ร้องขอให้พวกเขาทำงาน (ที่มักบอกว่าสำคัญมาก) ด้วยวิธี “สั่งแห้ง” เต็มทน! (สั่งแห้งคือคำเปรียบเทียบที่ตำรวจมักใช้เมื่อได้รับแต่คำสั่งแต่ไม่มีการจัดสรรงบประมาณหรือวัสดุอุปกรณ์ในการปฏิบัติงานให้)



