คอลัมนิสต์

ได้ยินแต่เสียงคำราม

ได้ยินแต่เสียงคำราม

24 ม.ค. 2555

ได้ยินแต่เสียงคำราม : ขยายปมร้อน โดย ศรุติ ศรุตา

              สถานการณ์การเมืองไทยนอกเหนือจากการปรับ ครม.แล้ว ยังคงตรึงอยู่ในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และความพยายามพ่วงแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 อันเกี่ยวข้องกับการดำเนินคดีหมิ่นสถาบัน
 
              แม้จะรู้ว่าเรื่องนี้ขุนทหารใหญ่ อย่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. จะแสดงท่าทีฮึ่มฮั่มมาหลายครั้งหลายหน แต่ด้วยเสื้อคลุมนักวิชาการแดง รุ่นใหม่ ก็ไม่สนเสียงคำรามนั้น ยังคงปลุกเร้าสังคมให้คล้อยตามการแก้ไขมาตรา 112 ภายใต้ข้ออ้างที่ว่า ปกป้องสถาบัน และความเท่าเทียมกัน
 
              สถานการณ์ที่ว่านั้น ในแง่มุมของการเมืองนั่นคือสภาวะที่ "หินลองทอง" กำลังทำหน้าที่
 
              เสือที่คำรามครั้งแล้วครั้งเล่าจากการถูกกระตุกหนวดนั้น จะกล้าขย้ำหัว หรือยกเท้าตะปบใครหรือไม่
 
              ฝ่ายยุทธศาสตร์ของ ทักษิณ ที่จับตาดูแทบไม่กะพริบได้ข้อสรุปแล้วว่า เสือที่ว่านั้น แม้จะคำรามเสียงสะท้านป่า แต่เอาเข้าจริงก็ไม่กล้าที่จะยกเท้าลูบหัวใคร
 
              พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ใช่คนที่น่ากลัวอย่างที่ใครคิด
 
              พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ใช่คนที่ใช้ความบุ่มบ่ามย่ามใจ
 
              ผลสรุปของฝ่ายยุทธศาสตร์ออกมาอย่างนั้น แต่ก็ไม่ได้ฟันธงลงเปรี้ยงปร้างว่า "ไม่มีน้ำยา"
 
              หากแต่เป็นคนที่รอฟังคำสั่งจากเบื้องบนแล้ว "เอาไง เอากัน"
 
              แต่หากจะให้ริเริ่มเดินเครื่องชนฝ่ายการเมืองนั้น ท่าทีที่แสดงออกมาหลายต่อหลายครั้ง น่าจะชัดเจนว่า พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ใช่คนเช่นนั้น
 
              พล.อ.ประยุทธ์ ก็ไม่เหมือน พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ที่ฝ่ายหลังดูนิ่มนวล อ่อนนอกกลับแข็งใน
 
              คนที่น่าหวาดเกรงกว่ากลับเป็นมือทำงานอย่าง พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ กับ พล.ท.วลิต โรจนภักดี นั่นต่างหากที่เป็น "ของจริง" และฝ่ายยุทธศาสตร์ยังประเมินไม่ออกว่า ลึกๆ แล้วทั้งสองคิดอะไร
 
              แต่ได้เห็นผลงานเป็นตัวอย่างมาแล้ว เมื่อครั้งวางแผน คุมกำลังพล กระทั่งตัดสินใจกระชับพื้นที่การชุมนุมที่แยกราชประสงค์เมื่อปี 2553
 
              นั่นอาจเป็นเพราะบุคลิกของ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นคนที่ไม่ค่อยเก็บความรู้สึก คิดอย่างไร ก็พูดออกมาอย่างนั้น ก็เลยทำให้ฝ่ายตรงกันข้ามอ่านออก และเชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ เลือกจะใช้วิธีการเช่นนั้น มากกว่าการหักหาญด้วยการใช้วิธีการนอกรัฐธรรมนูญ
 
              เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ อยู่ตรงนี้จึงน่าจะเป็นจุดที่วางใจได้ในระดับหนึ่ง และเปิดทางให้ทักษิณเปิดแนวรุกทุกด้านได้อย่างสะดวก เคลื่อนไหวได้เต็มที่ เช่นเดียวกับหมู่บ้านและโรงเรียนเสื้อแดง รวมไปถึงนักวิชาการแดง ที่เพิ่มความถี่ในการปลุกเร้าทุกอาทิตย์
 
              นั่นย่อมหมายความว่าหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ ระยะยามสถานะของ ผบ.ทบ.ย่อมเปลี่ยนไป ความเชื่อมั่นในกองทัพจะถูกเปลี่ยนสมดุล ความระส่ำระสายจะกลับมาอีกครั้ง
 
              เข้าทางฝ่ายการเมืองเต็มๆ !
 
              เข้าทางนักวิชาการแดง ที่ถูกเลือกจากโนเนม คนรุ่นใหม่ ที่พร้อมจะถก ดวลกันหมัดต่อหมัด บนเวทีเฮฟวี่เวท
 
              แล้วผู้ใหญ่ของบ้านเมืองคนไหนจะออกโรงไปให้เด็กถอนหงอก
 
              งานนี้ไม่มีเจ๊า มีแต่เจ๊ง
 
              ทั้งที่ความจริงแล้วบ้านเมืองกว่าจะเดินมาจนถึงวันนี้ ไม่ใช่เพราะอุดมคติเพ้อฝัน มันมาจากเลือดรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ อันข้นคลั่ก
 
              เอาง่ายๆ ย้อนกลับไปแค่เมื่อครั้งทฤษฎีโดมิโนกำลังคุกคามเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในวันนั้น ถ้าไม่มีสถาบันกษัตริย์ ไม่มีนายทหารที่รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ในวันนี้ นักวิชาการแดงหลายคนก็ไม่มีที่ยืนในฐานพลเมืองของประเทศไทย
 
              การร่วมแรงร่วมใจของกลุ่มอำมาตย์ในวันนั้นไปขอความช่วยเหลือจากจีน จนกดดันให้เวียดนามที่วางกองกำลังรถถังราว 700 คันที่บริเวณสามเหลี่ยมมรกต ชายแดนไทย-เขมร แถวๆ จ.อุบลราชธานี จนทำให้กองทัพไทยต้องวางแนวรับไว้ 2 แนวที่เขาใหญ่ และถนนพหลโยธิน ซึ่งนั่นหมายความว่า ฝ่ายเสนาธิการทหารได้ประเมินแล้วว่า กำลังเวียดนามขนาดนั้น ได้ตัดขาดคมขวาน ซึ่งหมายถึงภาคอีสานของเราไปแล้ว
 
              ยังดีที่จีนยังมีสายสัมพันธ์อันดีกับไทยทั้งผ่านสถาบันกษัตริย์และกองทัพ จึงได้กดดันเวียดนามบริเวณแนวชายแดนที่ติดจีน จนเวียดนามต้องตัดสินใจถอนกองกำลังรถถังออกจากชายแดนไทย-เขมร
 
              แต่ในวันนี้แรงปลุกเร้าแก้มาตรา 112 กลับกำลังโหมไฟเต็มที่
 
              ถามว่าทักษิณรู้เรื่องนี้ไหม ก็ต้องตอบว่า ข่าวสารว่องไวขนาดนี้ ก็ย่อมรู้ ว่าเกิดอะไรขึ้น ส่วนจะสนับสนุนหรือไม่ ด้านสว่างยังไม่มีใครเห็น แต่ในด้านมืดไม่มีใครตอบได้
 
              แต่ความเคลื่อนไหวของทักษิณ ล่าสุดที่หลวงพระบางนั้นสื่อความหมายได้ว่า ทักษิณ ได้เข้าใกล้ "ไข่แดง" เข้ามาทุกขณะแล้ว
 
              สื่อให้เห็นว่า ทุกด้านพรักพร้อมแล้วขนาดนี้แล้ว ยังจะแข็งขืนเป็นแก้วที่พร้อมจะพุ่งชนก้อนศิลากระนั้นหรือ
 
              นี่ยังไม่รู้อีกหรือว่า หมู่บ้านเสื้อแดง โรงเรียนเสื้อแดงที่ทยอยผุดขึ้นที่นั่นที่นี่ ก็เท่ากับวงล้อมได้โอบกระชับเข้ามาทุกขณะ
 
              ข้อเสนอให้แก้รัฐธรรมนูญ แก้มาตรา 112 ก็หาใช่จะหยุดอยู่เพียงเท่านั้น ยังรุกคืบไปยังการแต่งตั้งผู้พิพากษา และ ผบ.เหล่าทัพ โดยผ่านนายกรัฐมนตรี อันเป็นประมุขของฝ่ายบริหาร ก็ยังส่อแสดงให้เห็นกันอย่างชัดเจน ว่าทั้งอำนาจอธิปไตย และสถาบันกษัตริย์นั้นกำลังถูกจัดวางในตำแหน่งที่คนเหล่านั้นยอมรับ
 
              ทั้งหมดนี้เป็นโจทย์ที่ถูกส่งไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถึงแม้จะถูกมองว่า มีแค่เสียงคำราม และการแสดงอารมณ์ฉุนเฉียว แต่หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป แม้แต่เสียงไอก็คงไม่มีโอกาสอีกแล้ว

 

......................

 

(หมายเหตุ : ได้ยินแต่เสียงคำราม : ขยายปมร้อน โดย ศรุติ ศรุตา)