
ความอับจนของประชาธิปไตยไทย
ความอับจนของประชาธิปไตยไทย : กระดานความคิด โดย แคน สาริกา
รื้อชั้นหนังสือในตู้ด้านหลังโต๊ะข่าวเนชั่นสุดสัปดาห์ ก็เจอหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ "จิตสำนึกและอุดมการณ์ ของขบวนประชาธิปไตยร่วมสมัย" ซึ่งรวบรวมบทความในงานสัมมนาวิชาการเรื่องเดียวกันกับชื่อหนังสือ ที่จัดขึ้นเมื่อปลายปี 2538
ผมนั่งอ่านสุนทรพจน์ของ อาจารย์เสน่ห์ จามริก (ถอดความจากงานสัมมนาดังกล่าว) อยู่หลายเที่ยว พลันคิดคำนึงถึงบรรยากาศ ณ ห้วงเวลานั้น สังคมไทยกำลังถกเถียงกันว่าจะปฏิรูปการเมืองอย่างไร?
กระบวนการปฏิรูปการเมือง พ.ศ.โน้น เริ่มต้นจาก ร.ต.ฉลาด วรฉัตร อดอาหารประท้วงเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน
มารุต บุนนาค ประธานสภาผู้แทนฯ สมัยนั้น หาทางลดอุณหภูมิทางการเมือง ด้วยการสถาปนา "คณะกรรมการพัฒนาประชาธิปไตย" (คพป.) เมื่อเดือนกรกฎาคม 2537
จากวันที่จัดตั้ง คพป. จนถึงการลงมติรับร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ของสมาชิกรัฐสภา ก็ใช้เวลา 3 ปีกว่า ผ่านการถกเถียงทางวิชาการ ผ่านการต่อสู้ขัดแย้งของพรรคการเมืองกับองค์กรภาคประชาชน
แทบไม่น่าเชื่อว่า 8-9 ปีผ่านไป เราจะต้องกลับมาพูดเรื่องปฏิรูปการเมืองอีก ดูเหมือนสังคมไทยยังหาจุดลงตัวไม่ได้กับคำว่าประชาธิปไตยร่วมสมัย
สังเกตจากปัจจุบัน "คณะนิติราษฎร์" อ้างถึงหลักการประชาธิปไตย ในข้อเสนอเพื่อการรณรงค์แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ว่า
"มนุษย์ ไม่ว่าจะชาติกำเนิดใด ดำรงตำแหน่งสถานะใด ย่อมมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มีเสรีภาพ มีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน มีเหตุผล มีความสามารถอดทนอดกลั้นต่อความคิดเห็นที่แตกต่าง และในสังคมประชาธิปไตย เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเป็นเสรีภาพที่จะขาดเสียมิได้ หากจะมีการจำกัดเสรีภาพดังกล่าว รัฐต้องกระทำเท่าที่จำเป็น และจะจำกัดจนถึงขนาดกระทบต่อสารัตถะแห่งเสรีภาพนั้นมิได้"
ด้าน "กลุ่มสยามประชาภิวัฒน์” ที่มีเจตนารมณ์สร้างความรู้และขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไทย ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ได้ประกาศอุดมการณ์ว่า
"ยึดมั่นการคุ้มครองปัจเจกบุคคลตามหลักนิติรัฐ การคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคเท่าเทียมกันของประชาชน ภายใต้หลักภราดรภาพ และความมั่นคงของสังคม รวมทั้งส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง ที่ไม่เปิดช่องให้เกิดการผูกขาดอำนาจในสังคมไทย”
สิ่งที่เป็นจุดร่วมกันของสองกลุ่มนักวิชาการคือ "อุดมการณ์ประชาธิปไตย" แต่การอธิบายความเชิงอุดมการณ์นั้นแตกต่างกัน
คณะนิติราษฎร์เชื่อในอุดมการณ์ "การปกครองโดยประชาชน ของประชาชน เพื่อประชาชน" อันสะท้อนถึงธรรมชาติของมนุษย์ ผู้เกิดมาเป็นเสรีชน
กลุ่มสยามประชาภิวัฒน์ ก็เชื่อในประชาธิปไตยที่แท้จริง ต้องมีความเสมอภาคทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม จึงมองว่าประชาธิปไตยอาจเปลี่ยนเป็นอำนาจนิยมได้ หากอำนาจทางเศรษฐกิจตกอยู่ในมือคนจำนวนหยิบมือเดียว
พูดง่ายๆ กลุ่มหนึ่งยึดในแนวเสรีประชาธิปไตย หรือประชาธิปไตยยุคโลกานุวัฒน์ กับอีกกลุ่มหนึ่งยังคิดถึงประชาธิปไตยแบบไทยในยุค "เปรมาธิปไตย"
ก่อนการยกร่างรัฐธรรมนูญ 2540 ก็มี "สองกระแส" ดำรงอยู่ กระแสแรกคือ แนวทางรัฐธรรมนูญนิยม อันเป็นกระแสหลัก
อีกกระแสหนึ่งคือ กระแสคุณธรรมจริยธรรม ที่เน้นการเลือกคนดีเข้าสภา เลือกคนดีเข้าไปบริหารประเทศ
นักวิชาการผู้ศึกษาการร่างรัฐธรรมนูญ 2540 กล่าวสรุปว่า สองกระแสดังกล่าวได้ประนีประนอมกันจนเกิดรัฐธรรมนูญฉบับที่ยกย่องว่า เป็นประชาธิปไตยมากที่สุด
พ.ศ.นี้ สองกระแสดังกล่าวได้หวนกลับมาอีกแล้ว เปรียบได้กับแนวคิดนิติราษฎร์ กับสยามประชาภิวัฒน์ ณ ปัจจุบัน โดยตัวละครได้สลับขั้วสลับข้างกันไปบ้าง
มิหนำซ้ำ บางคนยังคิดกลับหัวกลับหาง จนยากที่จะเข้าใจในจุดยืนและวิธีคิด แต่ก็มองโลกในแง่ดีว่ามันจะผ่านห้วงเวลาต่อสู้ทางความคิดไปได้โดยสันติ และไม่ต้องมาเยียวยากันในภายหลัง



